เรื่องคลังรูป

พื้นที่ทางเลือกในทางตันของระบบการศึกษา : การส่งออกหน่วยกิต

วริศ ลิขิตอนุสรณ์ / Newground Lab

หมายเหตุ:  บทความที่เผยแพร่อยู่ระหว่างตั้งต้นการศึกษาวิจัยต่อ ยังไม่ใช่บทสรุปการศึกษา

สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนเพื่อตั้งต้นกรอบวิจัยต่อไปนี้ไม่ใช่การยืนยันความชอบธรรมให้กับระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การวิพากษ์ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันและขบคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ดีกว่ามีให้เห็นได้ทั่วไปในกลุ่มนักคิดสังคมนิยมและนักวิชาการที่สานต่องานของ Karl Marx และอื่นๆ ในข้อเสนอการวิจัยชิ้นนี้ผมจะเสนอถึงระบบย่อยในการสร้างทางรอดของเยาวชนที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่เลวร้ายในระบบการศึกษาไทยบนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมนี้ ในบริบทที่โลกถูกครอบครองโดยตรรกะของเสรีทุนนิยม ในเวลาที่เรายังคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้

บทย่อยแรกนี้เห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องปริทรรศน์ปัญหาสามประการก่อนจะก้าวเข้าไปสู่การสร้างวิธีคิดเชิงปฏิบัติ คือ อะไรคือความสิ้นเปลืองที่เกิดจากการศึกษา อะไรคือภาวะอิหลักอิเหลื่อระหว่างวิชาการและวิชาชีพของสถาบันการศึกษา

ความสิ้นเปลืองจากการศึกษา

ปัจจุบันมีการผลิตแรงงานวัตถุและแรงงานอวัตถุจำนวนมากภายในสถาบันการศึกษา โดยวัตถุและอวัตถุแห่งโอกาสทางตลาด (object of marketability) เหล่านั้นถูกจำกัดความเป็นไปได้ในการใช้อรรถประโยชน์สูงสุด และปล่อยให้ย่อยสูญสลายอยู่ภายในรั้วของสถาบันการศึกษาหลังจากผ่านการประเมินโดยครูอาจารย์ หมายความว่าแรงงานของเยาวชนถูกใช้ไปอย่างใกล้เคียงกับความสูญเปล่าในด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่การพัฒนาทักษะของตน สิ่งเหล่านี้ผู้วิจัยเรียกจะว่า Educational Waste หรือขยะจากการศึกษา โดยที่สิ่งที่กล่าวถึงนี้ไม่จำเป็นต้องไร้ค่าเสมอไป แต่ถูกทำให้ลดคุณค่าลงในเครือข่ายเศรษฐกิจโดยข้อจำกัดของสถาบันการศึกษา ในขณะที่ที่มาของขยะจากการศึกษาเหล่านี้ก็ยังอิงอยู่กับกลไกการผลิตทรัพยากรในภาพที่กว้างออกไป แต่กลับไม่สามารถสานต่อการผลิตนั้นให้เกิดประโยชน์ได้นอกจากองค์ความรู้จากการศึกษาที่อยู่ใกล้เคียงความล้มเหลว โดยไม่ใช่เพราะตัว object of marketability เหล่านั้นเองที่ถูกผลิตภายในสถาบันการศึกษาขาดคุณภาพ แต่เป็นเพราะระบบของการศึกษาเองที่ระงับอรรถประโยชน์ของมันเอาไว้

นอกจากความสิ้นเปลืองที่เกิดจากผลผลิตภายใต้การดูแลของระบบการศึกษา เรายังพบกับความสิ้นเปลืองของทรัพยากรมนุษย์ (แรงงานอวัตถุ) ที่ถูกทำให้คิดและใช้อรรถประโยชน์อยู่ในรั้วที่มีลักษณะเกือบจะตัดขาดจากสังคมอื่นอย่างมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากจะเป็นผลเสียแก่ตลาดเอง ยังเป็นผลเสียแก่ปัจเจกที่ทำให้ไม่สามารถสร้างประสบการณ์การอยู่รอดในตลาดได้ และต้องถูกเร่งเร้าให้กลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ในตลาดในทันทีที่หลุดออกจากระบบการศึกษาทั้งที่ไม่เคยมีโอกาสแตะต้องกับประสบการณ์ในตลาดมาก่อน ผู้วิจัยจึงเสนอทิศทางการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวสองทิศทาง คือการเปลี่ยนแลกหน่วยกิตจากภายในมหาวิทยาลัยออกสู่การประเมินโดยตรงในตลาดให้มากขึ้น หาทางปรับเปลี่ยนการประเมินรายวิชาที่มีการปฏิบัติและการใช้ทรัพยากรมากโดยทำให้ต้องมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ฯลฯ และในอีกทางหนึ่ง ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเองจะเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรกับการจัดการอย่างเป็นธรรมกับแรงงานที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นแรงงานการผลิต และความเป็นนักเรียนนักศึกษา

ความพยายามดังกล่าวจะนำไปสู่ประเด็นการกระจายอำนาจความเป็นผู้ประเมินจากอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญออกสู่ชุมชน รวมถึงการขยับขยายพื้นที่ทางการเรียนรู้ออกจากพื้นที่จำกัดไปสู่สังคม และความพยายามคำนึงถึงอรรถประโยชน์ที่เป็นไปได้มากขึ้น โดยไม่ให้ซ้ำรอยช้ำของการผลิตซ้ำแบบค่ายจิตอาสาประเภทออกค่ายเยาวชน หรือสมุดบันทึกความดี ที่กลับกลายเป็นเพียงกิจกรรมรองรับความต้องการเติมเต็มทางศีลธรรมและความสนุกสนานแบบชนชั้นกลางเท่านั้น ฯลฯ

ภาวะอิหลักอิเหลื่อระหว่างวิชาการและวิชาชีพของสถาบันการศึกษา

ในเบื้องต้น ผู้วิจัยเลือกที่จะใช้มหาวิทยาลัยและสถาบันที่มีลักษณะใกล้เคียงเช่น โรงเรียนพาณิชย์ ฯลฯ เป็นสนามในการปริทรรศน์แก่อนสนามอื่นๆ เพราะมหาวิทยาลัยและสถาบันใกล้เคียงดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความชัดเจนว่าเป็นการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมแรงงานเข้าสู่โลกของวิชาชีพหรือเข้าสู่ตลาด ชัดเจนกว่าการศึกษาระดับมัธยมหรืออื่นๆ ที่เป็นการปรับพื้นฐานทางสังคมมากกว่าเป็นการศึกษาเพื่อวิชาชีพโดยตรง

เดิมทีมหาวิทยาลัยไม่ได้มีไว้ทำสิ่งที่ practical หรือใช้ได้จริงในการทำธุรกิจหรือการทำวิชาชีพ มหาวิทยาลัยมีได้อยู่ด้วยแรงทะเยอทะยานที่จะเอาชนะธรรมชาติความไม่รู้ของมนุษย์ และสานต่อความรู้ในทางวิชาการให้พัฒนามนุษยชาติสืบไป (ด้วยศาสนาหรืวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของข้อเขียนนี้) ดังนี้ วิชาที่ถูกเสนอโดยมหาวิทยาลัยจำนวนมากจึงจำเป็นที่จะต้องดูเหมือนเรียนไปก็ไม่ได้ใช้เพราะองค์ความรู้แบบที่มหาวิทยาลัยเสนอยังคงมีพันธะต้องเป็นการนำเสนอแบบวิชาการ แบบนักวิจัย ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องถูกเชื่อม (bridge) ระหว่างองค์ความรู้เหล่านี้กับนโยบายและภาคปฏิบัติอีกทีหนึ่งจึงจะส่งผลทางไกลต่อภาควิชาชีพ (โดยที่องค์ความรู้ในการเชื่อมระหว่างองค์ความรู้เองกับภาคปฏิบัติก็ไม่ได้มีอยู่มากนัก แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเบื้องต้นเช่นกัน) แต่เมื่อตลาดมหาวิทยาลัยเติบโตโดยเลือกที่จะผลิตบัณฑิตในสายวิชาชีพ มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องประนีประนอมต่อการสอนแบบวิชาการโดยใส่ความพยายามทำให้ใช้ได้จริงลงไป แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างโดยรวมทั้งหมดเพื่อการเรียนการสอนแบบวิชาชีพ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยเลือกตัดผิดส่วน และเพิ่มผิดส่วนในการปรับตัวดังกล่าว คือไปเพิ่มภาระทางวิชาชีพให้นักวิชาการ และไปเพิ่มภาระทางวิชาการให้นักวิชาชีพ และเพิ่มผิดประเภทภาระ เช่น ภาวะการต้องเขียนวิจัย เขียนวิทยานิพนธ์ตามขนบของกลุ่มนักศึกษาที่เลือกเรียนในสายวิชาชีพอย่างการบริหารธุรกิจ บัญชี ฯลฯ ในขณะที่นักศึกษาที่เลือกเรียนมานุษยวิทยา สังคมวิทยา อาจจำเป็นต้องไปฝึกงานโดยขาดแนวคิดที่เชื่อมประสานระหว่างภาระหนึ่งไปสู่อีกภาระหนึ่ง

ภาวะเช่นนี้ทำให้มหาวิทยาลัยประสบกับความล้มเหลวด้วยการชะลอนักวิชาการสู่โลกวิชาการ และชะลอนักวิชาชีพสู่โลกวิชาชีพ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถเชื่อมโยง (bridge) ความเป็นวิชาชีพกับวิชาการได้อย่างเหมาะสม ดังจะเห็นได้ว่านักวิชาชีพเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยด้วยความเชื่อที่ว่า เขาให้ทำอะไรก็ทำไป เพื่อปริญญา ไม่ได้เชื่อถือในวิชาความรู้ เพราะความรู้แบบเหมารวม หรือ mass education เองไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจะสามารถลงรายละเอียดให้ไปช่วยเหลือและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของแต่ละคนได้อย่างไร ในขณะที่นักวิชาการก็ทำกิจกรรมทางวิชาการอยู่ภายในสายขนบของตน โดยไม่สามารถเชื่อมโยงให้นักวิชาชีพ หรือนักวิชาการในขนบอื่นๆ ประยุกต์องค์ความรู้ไปใช้ต่อไป และจึงไม่สามารถทำให้ความรู้กลายเป็นสิ่งที่ “รู้แล้วใช้ได้” รวมทั้งยังไม่สามารถมุ่งมั่นสร้างงานวิชาการตามหัวข้อสนจจนพอจะให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้เพราะต้องติดบ่วงภาระ และพันธะหรือตัวชี้วัดต่างๆ ที่ถูกทำโดยสายตาของขนบใดขนบหนึ่งที่ไม่ได้กว้างขวางพอจะครอบคลุมและมองเห็นประโยชน์ขององค์ความรู้ที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ บทสรุปกลายเป็นว่าการลงทุนของทุกฝ่ายที่เกิดขึ้นภายในรั้วมหาวิทยาลัยในทิศทางเช่นนี้เกือบจะกลายเป็นมูลค่าที่จมลงไปเปล่าๆ และกลายเป็นการทำมาก แต่ได้น้อย ไปได้มากอยู่ที่การสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งแม้แต่ความน่าเชื่อถือเองก็กำลังมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ 

กระบวนทัศน์ความเป็นเด็กปัญหาการเปลี่ยนทรัพยากรมนุษย์ เป็นทรัพยากรอมนุษย์

ผู้วิจัยเสนอว่ากระบวนทัศน์การแบ่งเด็กออกจากผู้ใหญ่โดยใช้สถาบันการศึกษาเป็นตัวกำหนด นอกจากจะสร้างสิทธิพิเศษหรือสิทธิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนแล้วในด้านหนึ่ง ยังมีด้านที่มันสนับสนุนให้เกิดการกดขี่ทางวัยวุฒิซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น การกดขี่ดังกล่าวนอกจากจะ unethical หรือไม่ถูกหลักจริยธรรมแล้วยัง non-productive หรือไม่ทำให้เกิดผลผลิตที่ดีอีกด้วย ผู้วิจัยเสนอการวิจัยเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้ในการประนีประนอมกระบวนทัศน์เด็กและผู้ใหญ่ทั้งในเชิงความคิดและเชิงปฏิบัติ จนสามารถประยุกต์ไปสู่การสร้างทางเลือกนโยบาย หรือทางเลือกในวิถีปฏิบัติอย่างกลุ่มย่อย ที่สามารถคงไว้ซึ่งข้อดีของกระบวนทัศน์ทั้งสองได้ รวมทั้งการค้นหาเพิ่มเติมว่าข้อดี” หรือ “ข้อเสีย” ที่ว่าในกรณีเหล่านั้น คืออะไร

สรุปข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อ

1. วิจัยวิธีการและความเป็นไปได้ในการทำให้เกิดความยืดหยุ่นในหลักสูตร โดยเฉพาะการทำให้เกิดการออกจากเขตอำนาจของการควบคุมการเรียนรู้โดยสถาบันการศึกษาและประเมินตัดสินโดยคณาจารย์ โดยที่นักเรียนนักศึกษาสามารถใช้สิ่งที่ตนทำอยู่นอกเขตอำนาจดังกล่าวมาใช้เทียบวุฒิหรือหน่วยกิต หรือความน่าเชื่อถือได้เท่าๆ กันกับการอยู่ในระบบ

2. วิจัยวิธีการและความเป็นไปได้ในการประนีประนอมกระบวนทัศน์เด็กผู้ใหญ่ เพื่อทำให้เกราะกำบังในโลกของเด็กน้อยลงและกลายเป็นการเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน บทสนทนาเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการที่ดูแลผู้ใหญ่ก็ไม่ควรถูกละเลย

3. ศึกษาความพยายามที่คล้ายคลึงกันในอดีต เช่น การศึกษานอกระบบ การกำหนดให้มีการฝึกงาน การทำค่ายอาสาพัฒนาชุมชน กลุ่มวิชาที่บังคับให้นักเรียนนักศึกษาออกไปทำเพื่อสังคม ฯลฯ แต่ประสบความล้มเหลวและขาดความต่อเนื่องว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้มันกลายเป็นแบบดังกล่าว และหาโอกาสว่าปัจจัยอะไรที่อาจทำให้ความล้มเหลวและขาดความต่อเนื่องดังกล่าวไม่เกิดขึ้นอีกหากการส่งออกหน่วยกิจสู่ตลาดหรือภาคประชาสังคมเป็นไปได้

4. ศึกษาเพื่อสร้างฐานคิดใหม่ให้การสร้างการประเมินผลและตัวชี้วัดเองที่นำไปสู่ความน่าเชื่อถือ (credibility) ในสังคม ที่ผูกติดอยู่กับวิธีคิดแบบมาตรฐานสถาบัน และค้นหาวิธีที่ผ่อนคลายและเป็นมนุษย์มากขึ้นเพื่อผ่อนคลายส่วนที่ไม่จำเป็นของมาตรฐานดังกล่าวออก

5. วิพากษ์แนวคิดของ ความมีมาตรฐาน คุณภาพในเชิงตลาด และความจำเป็นในการดิ้นรนต่อสู้ของเด็กและเยาวชนเองในสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ เพื่อเปิดประตูไปสู่การถามหาระบบเศรษฐกิจที่ดีกว่าที่ไม่ต้องสร้างเงื่อนไขและพิธีกรรมในการมีชีวิตที่กดขี่ความเป็นมนุษย์เช่นในปัจจุบัน

แนวคิดพื้นฐานที่แนะนำให้อ่านต่อเพื่อเข้าใจว่าอะไรคือการกดขี่ของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันที่สร้างเงื่อนไขให้แรงงานจำเป็นต้องทะเยอทะยานที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาที่มากไปกว่าภาคบังคับ และจำเป็นต้องรีบหาทางออกจากระบบการศึกษาเช่นกัน เช่น งานเกี่ยวกับ freelance ของ ศุภณัฐ แสงอรุณฉาย (2560) ในหนังสือรวมบทความวิชาการ Undergrad Rewrite : Madness Otherness and Suffering หรือ กลุ่มงานสังคมศาสตร์ที่พูดถึงทุนนิยม สังคมนิยม หรือในงานทั่วไปของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุศดี เก่งกิจ กิติเรียงลาภ เป็นต้น

การศึกษาสถานการณ์สื่อเยาวชนโดยเยาวชนขององค์กรเพื่อเยาวชนในไทย และข้อเสนอแนะ

เบญจ์บรรพต โพธิ์เกตุ / Newground Lab

หมายเหตุ:  บทความที่เผยแพร่อยู่ระหว่างตั้งต้นการศึกษาวิจัยต่อ ยังไม่ใช่บทสรุปการศึกษา

ที่มาและความสำคัญ

เยาวชนเป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรที่ใหญที่สุดในโลก (UN DESA 2015) แม้พวกเขาจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มักไม่ได้มีส่วนร่วมในทางตรง ในด้านสังคม หรือ เศรษฐกิจ อิทธิพลของพวกเขาในฐานะเป็นผู้กำหนดบทบาทของคนอื่นในสังคม ผนวกกับศักยภาพของพวกเขาในฐานะพลวัตสำคัญในทางสังคมเศรษฐกิจ และการรองรับดูแลพลเมืองสูงอายุในอนาคต ทำให้การพัฒนาความร่วมมืออันดีระหว่างเยาวชนและภาคส่วนอื่นในสังคม เป็นแนวทางปฏิบัติสำคัญสำหรับองค์กร ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน ซึ่งมุ่งหวังจะเห็นก้าวหน้าของสังคมในองค์รวม (UNDP 2012)

แน่นอนว่าหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในด้านการพัฒนาเยาวชน ก็คือองค์กรเพื่อเยาวชน แต่อย่างไรก็ดี สถานการณ์ของสื่อซึ่งมีเป้าหมายไปสู่เยาวชนอันจัดทำโดยองค์กรเพื่อเยาวชนในปัจจุบันประสบปัญหาในด้านการเข้าถึงเยาวชน อันเนื่องมากจากการแนวทางการออกแบบสื่อขององค์กรซึ่งไม่สัมพัทธ์กับความสนใจของเยาวชน (วริศ ลิขิตอนุสรณ์, 2560) ไม่ว่าจะในด้านเนื้อหา มุมมองการนำเสนอ และ รสนิยม ปัญหาในการเข้าถึงเสียงของเยาวชนนี้ ไม่เพียงส่งผลให้ภาคส่วนอื่นในสังคมไม่สามารถทำความเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับพวกเขาได้เท่านั้น แต่ยังทำให้หน่วยงานภาคการศึกษาซึ่งมุ่งหวังที่เข้าไปแก้ปัญหาให้กับเยาวชน และพัฒนาพวกเขาไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคตไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เนื่องเพราะในบริบทของสังคมยุคอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีระบบค้นหาข้อมูล (Search Engine เช่น Google, Yahoo หรือแม้แต่ Youtube และ Facebook) เป็นตัวกำหนดว่าข้อมูลชิ้นใดจะถูกแสดงต่อผู้ใช้ เส้นทางการการเข้าถึงสื่อจะถูกกำหนดอย่างสลักสำคัญโดยความสนใจของผู้รับสาร ดังนั้นความเหลื่อมกันของความสนใจจึงไม่เพียงนำไปสู่ความยากลำบากในการโน้มน้าวใจ แต่ทำให้การสื่อสารไม่สามารถเริ่มต้นขึ้นได้เลยด้วยซํ้า (Floridi 2013)

การประณีประนอมระหว่างความสนใจขององค์กรเพื่อเยาวชนและเยาวชนเอง แม้จะเป็นปัญหาที่จริงจัง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเราสังเกตตารางอย่างถี่ถ้วน จะเห็นได้ว่า ถึงแม้เยาวชน (ซึ่งในที่นี้ถูกแสดงผ่านสื่อที่ได้รับความนิยมในหมู่เยาวชน) กับสื่อโดยองค์กรเยาวชนจะมีความเหลื่อมกันจริงในด้านความสนใจ ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายสนใจเป็นสำคัญนั้น เป็นประเด็นซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้ในฐานะหัวข้อเดียวกันภายใต้มุมมองที่แตกต่าง สุขภาวะและทุกขภาวะล้วนแต่เป็นประเด็นสภาวะจิตใจของมนุษย์ การพูดถึงความดีวัตถุวิสัยและการตั้งคำถามต่อจริยธรรมเป็นสองด้านของการทำความเข้าใจความดีและศีลธรรมในสังคม และไม่ว่าจะเป็นแวดวงเฉพาะทางหรือชุมชนกายภาพ ล้วนแต่เป็นการพูดถึงกลุ่มชุมชนซึ่งผูกมัดอยู่กับตัวตนของเยาวชน การจับคู่ในที่นี้ทำให้เราเห็นได้ว่า ความสนใจของทั้งสองฝั่งมิได้ขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นความไม่ลงรอยกันในด้านมุมมองต่อประเด็นที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมไปถึงทั้งสองฝ่าย หากเป็นเช่นนี้ การพัฒนามุมมองของสื่อโดยองค์กรเพื่อเยาวชนให้เข้าใกล้โลกทัศน์ของเยาวชนมากขึ้น อาจช่วยได้อย่างสลักสำคัญในการทำให้การสื่อสารระหว่างทั้งสองสามารถเริ่มต้นขึ้นได้

การปรับมุมมองของสื่อโดยองค์กรเพื่อเยาวชนให้เข้าใกล้มุมมองของเยาวชนมากขึ้นนั้น ที่จริงแล้วมิใช่แนวคิดใหม่เลย หากแต่เป็นก้าวสำคัญระดับพื้นฐานในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของเยาวชนในสังคมด้วยซํ้า เหตุผลซึ่งทำให้เป้าหมายเชิงนโบายระดับพื้นฐานนี้ ไม่สามารถปรากฏจริงขึ้นได้ ผู้วิจัยต้องการเสนอว่า เกิดขึ้นจากแนวทางปฏิบัติที่ถูกเลือกโดยองค์กรเพื่อเยาวชนในการแก้ปัญหานี้

ในปัจจุบัน การปรับมุมมองให้เข้าใกล้กับเยาวชนถูกพยายามทำให้เกิดขึ้นผ่านการให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพท์ที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูลปฐมภูมิในเบื้องต้น พบว่า ความสนใจซึ่งปรากฏในสื่อโดยเยาวชนที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเพื่อเยาวชนมิได้สอดคล้องไปกับเยาวชน แต่กลับเป็นไปในทางเดียวกับสื่อโดยองค์กรเพื่อเยาวชนในภาพรวมแทน ผลลัพท์ในเบื้องต้นนี้แสดงให้เห็นว่า เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาสื่อกลุ่มนี้เพิ่มเติม และหากผลของการศึกษายืนยันกับการคาดการณ์จากข้อมูลในเบื้องต้นนี้ เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเหตุปัจจัยของปัญหา และพัฒนาทางแก้ที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาทดแทน เพื่อให้การสื่อสารที่ดีระหว่างเยาวชนและภาคส่วนอื่นในสังคมเป็นจริงขึ้นได้

แนวทางการศึกษา

1. การสำรวจข้อมูลระดับปฐมภูมิ: สื่อโดยองค์กรเพื่อเยาวชน

2. วิเคราะห์และจำแนกข้อมูลที่ทำการสำรวจ โดยจะแบ่งข้อมูลออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มสื่อที่แสดงแทนความสนใจโดยรวมขององค์กรเยาวชน และ สื่อที่แสดงแทนความสนใจของเยาวชน

2.1. การนิยามความสนใจโดยรวมขององค์กรเยาวชน และเยาวชน อ้างอิงจาก รายงานข้อมูลความสนใจในสื่อที่ได้รับความนิยมจากเยาวชน และ สื่อที่ผลิตโดยแหล่งทุนเพื่อเยาวชน (วริศ ลิขิตอนุสรณ์, 2560)

2.1.1. ความสนใจของเยาวชน

– ทบทวนรื้อสร้างจริยธรรมและมายาคติ
– แวดวงเฉพาะทาง
– ชีวิต และการพัฒนาตนเอง
– ทุกขภาวะ
– เรื่องแปลก
-โลกาภิวัฒน์

2.1.2. ความสนใจโดยรวมขององค์กรเยาวชน

– ชุมชนทางกายภาพ
– สุขภาวะและความดีแบบวัตถุวิสัย
– ความรู้เท่าทันสื่อ
– กระบวนการเรียนรู้ การศึกษา และครู
– ปัญหาในตัวเยาวชน
– สิ่งแวดล้อม

3. วิเคราะห์สถานการณ์ของสื่อโดยเยาชนที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเพื่อเยาวชน และระดับของประสิทธิภาพในการแสดงออกถึงความสนใจของเยาวชน

4. วิเคราะห์เหตุปัจจัยในการแก้ปัญหา

5. แนวทางการแก้ปัญหา

การคาดการณ์

จากการศึกษาสื่อโดยเยาวชนซึ่งสนับสนุนโดยองค์กรเยาวชนในระดับเบื้องต้น ผู้วิจับคาดการณ์ว่า สื่อที่ทำการศึกษาส่วนมากจะมีโน้มเอียงไปในด้านของความสนใจโดยรวมขององค์กรเยาวชนมากกว่าความสนใจของเยาวชน อันแสดงให้เห็นถึง ปัญหาของกระบวนการผลิตสื่อรูปแบบนี้ ในฐานะแนวทางการเข้าใกล้มุมมองของเยาวชน

สาเหตุของของปัญหานี้ คาดการณ์ได้ว่า มาจาก 1) กรอบของการผลิตสื่อ 2) สิ่งแวดล้อมของการผลิตสื่อ และ 3) การขาดแหล่งอ้างอิงข้อมูลสำหรับการผลิตสื่อ

การผลิตสื่อโดยเยาวชนในปัจจุบัน แม้จะให้เยาวชนเป็นผู้จัดการทำตัวผลิตภัณ์เอง แต่กรอบของการทำงานของเยาวชนกลับผูกมัดอย่างมากอยู่กับองค์กรเยาวชน การผลิตสื่อโดยเยาวชนซึ่งสนับสนุนโดยองค์กรเพื่อเยาวชนมักปรากฏในรูปของงานประกวดหรืองานที่ได้รับมอบหมายประเด็นจากองค์กรเอง การผลิตสื่อในลักษณะนี้ องค์กรไม่เพียงป็นผู้กำหนด หัวข้อ และทิศทางของสื่อที่เยาวชนสร้าง แต่ยังเป็นผู้ตัดสินคุณค่าของสื่อชิ้นนั้นเองด้วย เยาวชนจึงจำเป็นที่จะต้องออกแบบผลงานของเขาให้สอดคล้องไปกับองค์กรเยาวชนซึ่งเป็นผู้กำหนดหัวข้อและเป็นกรรมการตัดสินคุณค่าของสื่อชิ้นนั้น

การผลิตโดยเยาวชนยังตั้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมซึ่งองค์กรเยาวชนเป็นผู้บริหารจัดการ เวทีนำเสนอสื่อถูกจัดโดยองค์กรเอง หากมิใช่ว่าเยาวชนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์แต่กับบุคลากรขององค์กรในการผลิตสื่อ พวกเขาก็มีปฏิสัมพันธ์กันภายในพื้นที่ซึ่งถูกจัดให้โดยองค์กรมากกว่าที่จะเป็นสถานที่ซึ่งพวกเขาคุ้นชิน อันเป็นพื้นที่ซึ่งจะช่วยขับเน้นประสบการณ์ของพวกเขาให้เข้มแข็งขึ้นได้ เยาวชนไม่เพียงต้องทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดมาแล้วโดยองค์กรแทนที่จะสอดคล้องกับความสนใจของพวกเขา (ซึ่งควรจะเป็นสิ่งที่องค์กรคาดหวังที่จะได้จากพวกเขา) พวกเขายังต้องทำงานในที่ทำงานขององค์กร ใต้ระเบียบขององค์กร และนำเสนอผลงานบนเวทีที่ถูกบริหารโดยองค์กร อันนำไปสู่การเจือจางอีกระดับของความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการผลิตสื่อของเยาวชน และประสบการณ์ ความสนใจของเยาวชน

Luciano Floridi (2011) ในงานวิเคราะห์การออกแบบข้อมูล ได้เสนอว่า ข้อมูลชิ้นหนึ่งมีองค์ประกอบคือ กรอบทางความคิด เป้าหมาย และ บริบท หากเรามองสื่อว่าคือข้อมูลชิ้นหนึ่ง เราอาจจะกล่าวได้ว่า การออกแบบสื่อโดยเยาวชนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น เยาวชนแทบไม่สามารถมีส่วนร่วมได้จริง เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นผู้กำหนดองค์ประกอบใดเลยในการผลิตสื่อ

การตัดขาดจากการมีส่วนร่วมในการผลิตนี้ ยังถูกเน้นยํ้าด้วยสาเหตุสุดท้าย คือ การขาดแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับการผลิตสื่อ แหล่งข้อมูลอ้างอิงในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงข้อมูลว่าด้วยวิธีการผลิตสื่อ แต่หมายถึงข้อมูลว่าด้วยประสบการณ์ของเยาวชนเอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการจะสร้างสื่อที่แสดงถึงมุมมองของเยาวชน แน่นอนว่าเยาวชนคนหนึ่งย่อมมีประสบการณ์ของการเป็นเยาวชนอยู่แล้ว แต่การขาดฐานข้อมูลที่ตั้งอยู่บนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์นั้นกับเยาวชนคนอื่น ทำให้ประสบการณ์นั้นไม่ถูกเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายความรู้ในระดับสาธารณะ เยาวชนแม้จะมีประสบการณ์ส่วนตัวของการเป็นเยาวชน พวกเขาก็ไม่มีวิธีที่จะสร้างประสบการณ์นั้นให้เป็นความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับเยาวชน ผลสุดท้ายเยาวชนจึงไม่สามารถยืนยันประสบการณ์ของตนเองในฐานะความรู้ที่จะนำมาใช้ในการผลิตสื่อที่จะเป็นตัวแทนเยาวชนได้ Floridi ในงานวิเคราะห์เดียวกับก่อนหน้า ได้อธิบายไว้ว่า ข้อมูล ไม่สามารถถูกทำความเข้าใจถึงความหมายได้หากปราศจากระบบที่ข้อมูลนั้นเชื่อมโยงอยู่ด้วย เราอาจสามารถกล่าวในทางเดียวกันได้ว่า ประสบการณ์ของเยาวชนคนหนึ่งไม่สามารถถูกทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน หากปราศจากการมีฐานข้อมูลในการทำความเข้าใจประสบการณ์นั้นร่วมกับประสบการณ์ของเยาวชนคนอื่น

แนวทางการรับมือกับปัญหา

1. การให้อิสระต่อเยาวชนในการผลิตสื่อ ในด้านกรอบการทำงาน ประเด็น และการบริหารพื้นที่ในการทำงาน โดยมีมาตรฐานการวัดคุณค่าของผลงานซึ่งอ้างอิงจากกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือ เยาวชน แทนที่จะเป็นการวัดโดยคณะกรรมการขององค์กร

2. การพัฒนาฐานข้อมูลเยาวชนซึ่งตั้งอยู่บนโลกทัศน์ ประสบการณ์ และความเข้าใจของเยาวชน เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการทำความเข้าใจเยาวชน และเป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างเยาวชนกับภาคส่วนอื่นในสังคม ฐานข้อมูลจะต้องมีลักษณะปลายเปิดในด้านระบบการคัดกรองข้อมูล เพื่อรองรับพลวัตการเปลี่ยนแปลงของการเป็นเยาวชน นิยามของเยาวชนจะต้องเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อรับมือกับสถานการณ์รอบตัวเยาวชน และดังนั้นจึงต้องครอบคลุมมิติที่หลากหลายและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเสมอ

3. การพัฒนาในข้อ 1. และ 2. นั้นควรจะนำไปสู่การสร้างภาคส่วนที่ชัดเจนขึ้นของเยาวชน สิ่งสำคัญต่อมาก็คือการพัฒนาการสื่อสารที่เข้มแข็งบนฐานข้อมูลเยาวชนที่ถูกสร้างขึ้น ทั้งระหว่างเยาวชน และต่อภาคส่วนอื่นในสังคม นี่คือเป้าหมายของการสร้างเครือข่ายของเยาวชน และเป็นตัววัดคุณค่าของฐานข้อมูลเยาวชน ชุดความรู้ว่าด้วยเยาวชนที่ถูกออกแบบขึ้นมานี้ มีคุณค่าขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนเอง และกับคนอื่นในสังคม

ผู้วิจัยคาดว่า การพัฒนานี้จะช่วยให้สื่อโดยเยาวชนที่สนับสนุนโดยองค์กรเพื่อเยาวชนตั้งอยู่บนความสนใจของเยาวชน พร้อมกับสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารที่ดีและสร้างสรรค์ระหว่างภาคส่วนอื่น (อันร่วมไปองค์กรเพื่อเยาวชน และหน่วยงานเพื่อการศึกษา) กับเยาวชน        

อ้างอิง

Connolly, W. (1991). Identity / Difference. Ithaca: Cornell University Press.
Floridi, L. (2011). The Philosophy of Information. Oxford: Oxford University Press.
Floridi, L. (2013). The Ethics of Information. Oxford: Oxford University Press.
Fricker, M. (2011). Epistemic injustice. Oxford [u.a.]: Oxford University Press.
Habermas, J. (2007). The theory of communicative action. Cambridge: Polity Press.
Rosenberger, R., & Verbeek, P. (2015). Postphenomenological investigations. London: Lexington Books.
United Nations Department of Economics and Social Affairs. (2015). Youth Population Trends and Sustainable Development. UN DESA.
United Nations Development Programme. (2017). Enhancing Youth Political Participation throughtout the Electoral Circle. UNDP.
วริศ ลิขิตอนุสรณ์. (2017). วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิง วัฒนธรรม. Newground Lab. สืบค้นจาก http://www.newgroundforum.com/blog/proposal/youthfund/
มูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน. (2017). Mediaforyouth.or.th. Retrieved 12 October 2017, from http://www.mediaforyouth.or.th/content/view/33.htm

  

การพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนญี่ปุ่น และบทเรียนสำหรับการพัฒนาเยาวชนไทย ภายใต้บทวิเคราะห์การ์ตูนมังงะร่วมสมัย

ณัฐชนน เกิดมั่นคง / Newground Lab

หมายเหตุ:  บทความที่เผยแพร่อยู่ระหว่างตั้งต้นการศึกษาวิจัยต่อ ยังไม่ใช่บทสรุปการศึกษา

เนื่องมาจากผลของโลกาภิวัตน์และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีคิดแบบสมัยใหม่ เยาวชนญี่ปุ่นมีภาระที่ต้องปรับตัวสูง สิ่งที่เป็นประเด็นในการศึกษาครั้งนี้คือ ญี่ปุ่นร่วมกันพัฒนาเยาวชนสู่ความเป็นพลเมืองได้อย่างไรทั้งในเชิงสร้างสรรค์และในเชิงแก้ปัญหา ซึ่งมีภาพรวมของการพัฒนาที่กว้าง แต่งานชิ้นนี้จะเริ่มจากการค้นคว้าถึงสิ่งที่สังเกตได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ คือพฤติกรรมของเยาวชนญี่ปุ่นที่ได้ถูกบันทึกหรือชี้นำลงในสิ่งที่เรียกว่า “การ์ตูนมังงะ”

เหตุที่ยกกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น เพราะความสัมพันธ์ของไทยและญี่ปุ่นมีลักษณะที่น่าสนใจจะเปรียบเทียบอยู่หลายประการ ทั้งสภาพเศรษฐกิจและสังคม ถึงกระนั้น ความเป็นพลเมือง (citizenship) ของเยาวชนญี่ปุ่นยังคงมีความก้าวนำประเทศไทยอยู่ โดยข้าพเจ้าได้ตั้งข้อสังเกตจากปัจจัยดังนี้ (1.) พื้นที่สาธารณะทางความคิด (2.) ความรู้จักตนเอง (self actualization) ภายใต้หลักการของเหตุและผล (ลิขิต ธีรเวคิน, 2556)

ด้วยพื้นฐานของปัจจัยข้างต้น ข้าพเจ้าจึงได้ความคิดตั้งต้นว่า การที่เยาวชนไทยยังไม่ได้ถูกแนะนำให้เห็นถึงความเป็นพลเมือง อาจเพราะยังขาดปัจจัยหล่อเลี้ยงที่คล้ายกันดังกล่าว อันมีผลกระทบในด้านอื่นๆ ตามมา อาทิ ดัชนีความสุขในชีวิตที่ติดลบ การไม่รู้จักตนเองที่แท้จริง ความไม่กล้าแสดงออกทางสิทธิ หรือ รวมกระทั่งการเห็นคุณค่าของชีวิตตนเอง ทั้งนี้เป็นผลกระทบสืบเนื่องไปถึงสุขภาพจิตของเยาวชนที่แย่ลง เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการหาสารัตถะของตัวตน หรือความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผลซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างพลเมือง จนเป็นความสัมพันธ์ที่สืบทอดไปถึงปลายสายคือ การที่เยาวชนไทยที่เข้าไม่ถึงความเป็นพลเมือง ต้องพบกับสภาวะขาด “สิทธิและทรัพยากรสำหรับพลเมือง”

บทนำ

สิ่งที่เยาวชนไทยให้ความสำคัญ ณ เวลานี้ คือความมั่นคงทางชีวิต โดยมีกรอบเงื่อนไขที่สำคัญคือ
สิ่งที่เยาวชนไทยคิดที่จะเลือกที่จะทำต้องได้รับการยอมรับจากสภาพแวดล้อม หรือ การยอมรับทางสังคมจากสภาพแวดล้อมของวัฒนธรรมเก่า ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อปัจจัยการสร้างความเป็นพลเมือง หรือกุญแจสำคัญที่เรียกว่า ความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล อันหมายถึงการได้เลือกตัวตนที่แท้จริง ด้วยความคิดทางตรรกะของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า เยาวชนไทยตอนนี้ตกอยู่ภายใต้กรอบพื้นที่ทางความคิด “แบบอิงสิ่งแวดล้อมของวัฒนธรรมเก่า” หมายถึง การต้องปรับตนตามแวดล้อมมากกว่าการใช้เหตุผลตามวิธีคิดแบบสมัยใหม่ ทำให้ดุลยภาพทางการเมืองของเยาวชนเสียไป
โดยกรณีศึกษาที่ว่า เยาวชนไทยจะเชื่อและให้ความสำคัญกับความถูกต้องของสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม มากกว่าความถูกต้องตามหลักเหตุและผลที่อยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ จาก บท จริยศาสตร์ ของอริสโตเติล (สมบัติ จันทรวงศ์, 2558) เช่น เงินเดือนทั้งหมดเดือนแรกต้องให้บิดาและมารดา โดยที่เมื่อให้ทั้งหมดแล้วก็ยังคงต้องหยิบยืมจากบิดามารดาโดยปกติ หรือ การที่ต้องบวชพระโดยการไปกู้ยืมเงินมาอย่างมหาศาล รวมถึงการที่ลูกข้างบ้านรับราชการแต่ตนทำเอกชน ไม่เป็นที่สร้างหน้าสร้างตาแก่พ่อและแม่ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ปรากฏการณ์ดังกล่าวสมควรเป็นที่ถูกจับตามองว่า อะไรคือ “สมดุลของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทย” หมายถึง ความสมดุลกันระหว่างหลักเหตุผล และ สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม และมันมีอยู่อย่างพอดีแล้วหรือไม่ หากเมื่อไม่มีสมดุลแล้วอาจทำให้เกิดวาทกรรมกดทับ ส่งผลต่อกระบวนการคิดของเยาวชนที่เมื่อจะทำหรือแสดงออกในสิ่งที่คิดว่าดีด้วยหลักเหตุผลแล้ว กลับยังต้องแบกรับวาทกรรมการยอมรับจากสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเก่าของสังคมไทย

อย่างไรก็ดีภายใต้บทวิเคราะห์การ์ตูนมังงะร่วมสมัย ข้อสังเกตเบื้องต้นพบว่าเยาวชนไทยส่วนมากที่รับชมการ์ตูนร่วมสมัย ตั้งแต่ยุคโชวะจวบจนเฮเซ (ค.ศ.1989 – ปัจจุบัน) เยาวชนไทยเหล่านี้พฤติกรรมเบื้องต้นจะเป็นเยาวชนที่กล้าแสดงออก สิ่งที่พบเห็นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์คือ กิจกรรมในการวิ่งนารูโตะที่ มธ. (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2560) หรือการแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูน (cosplay) ตามเทศกาลรวมพลคนรักการ์ตูน โดยเงื่อนไขหนึ่งที่เป็นที่น่าสังเกต คือ กิจกรรมดังกล่าวที่ข้างต้นยังอยู่ในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเฉพาะกลุ่ม

แต่กระนั้นแล้ว เมื่อกิจกรรมดังกล่าวมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะทางความคิดในทางประชาสังคม (Civil Society) อย่างแท้จริงแล้ว กลับเกิดความกลัวที่จะติดต่อกับบริบทสิ่งแวดล้อมทางความคิดอื่นๆ อาทิ การวิ่งท่านารูโตะ ที่จัดขึ้นในสวนสาธารณะ ม. บูรพา 2560 พบว่า เมื่อผู้ร่วมกิจกรรมวิ่งมาระยะหนึ่งพอสมควรและได้พบเจอกับผู้คนโดยทั่วไปที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรม ผู้ร่วมกิจกรรมดังกล่าวจะกลับมาเปลี่ยนท่าวิ่งตามปกติตามที่คนโดยทั่วไปวิ่งกัน ซึ่งแตกต่างจากกิจกรรมลักษณะเดียวกันที่มหาวิทาลัยธรรมศาสตร์ โดยผู้ร่วมกิจกรรมวิ่งท่านารูโตะตั้งแต่ต้นจนจบรายการ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเฉพาะกลุ่มที่แข็งแรงกว่า และไม่ได้เผชิญหน้ากับพื้นที่สาธารณะทางความคิดอื่นๆ

พฤติกรรมการแสดงออกดังกล่าวหากไปแสดงออกในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเดิม หรือสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเดิมของไทย ปัจจัยที่จะทำให้วัฒนธรรมเดิมยอมรับก็จะมีเพิ่มขึ้นมา เช่น การนอบน้อมถ่อมตนทางวัฒนธรรม อย่างในกรณีศึกษา เช่นในรายการ (The X Factor Thailand, 2560 ) โดยนักร้องนำได้แต่งตัวตามแบบตัวการ์ตูนและแสดงออกถึงสถาบันความคิดของตน ซึ่งกรณีดังกล่าว นักร้องได้เข้าไปในโซนพื้นที่ทางความคิดที่มีอยู่ก่อน และจำเป็นต้องมีการแสดงออกที่ปรับเปลี่ยนไปจากปกติ สิ่งที่น่าสังเกตคือ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้แสดงออกโดย “โจมตีวัฒนธรรมความคิดเก่าเดิมที่มีอยู่ก่อน” พวกเขาเพียงอยู่ในกรอบพื้นที่ทางความคิดเดิมนั้น และขอแสดงพื้นที่ทางความคิดของตนให้เห็นบ้าง ไม่ใช่การขยายพื้นที่ทางความคิดในพื้นที่สาธารณะ (หมายถึงการบ่งบอกตัวตนของตนเองแต่ไม่ได้ชักชวนหรือชักนำให้คนอื่นต้องทำตาม) สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อพวกเขาไม่ได้ต่อรองกับอำนาจทางความคิดเดิม คือการได้รับความยอมรับโดยสายตาของความเอ็นดูจากวัฒนธรรมเดิม ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนนัยสำคัญของพื้นที่สาธารณะทางสังคมอย่างที่พลเมืองมีสิทธิที่จะต่อรอง

ข้อสังเกตที่ได้จากทั้งสองกรณีศึกษา คือ การอยู่ในการแสดงออกในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดตน กับ นอกพื้นที่อิทธิพลความคิดตน กลายเป็นการแยกนัยสำคัญของความเป็นเยาวชนเองออกจากพื้นที่การต่อรองอำนาจทางสังคม กล่าวคือ เยาวชนไม่ได้มีโอกาสใช้ความเป็นตัวของตัวเองหรือความรู้จักตนเองอย่างเด็มที่ เมื่อต้องสวมบทบาทของพลเมือง

เมื่อเกิดลักษณะของ “การจีบวัฒนธรรม” ให้วัฒนธรรมทางความคิดเก่ามองเห็นและเอ็นดูแล้ว จึงอาจค่อยเข้าสู่กระบวนการต่อไป คือ การประนีประนอมทางวัฒนธรรมความคิด ซึ่งนี้ถือเป็นลักษณะเด่น หรือเป็นกุญแจสู่การสร้างความเป็นพลเมือง เพราะในกรณีศึกษาดังกล่าวทำให้เกิดความหลากหลายทางพื้นที่วัฒนธรรมความคิด ซึ่งเป็นลักษณะของ “เจตจำนงร่วม” ตามทฤษฏีของ รุสโซ ที่ว่าเสียงส่วนมากคือ ฉันทามติ (สมบัติ จันทรวงศ์, 2558) ฉันใดฉันนั้น การที่เสียงส่วนน้อยอย่างนักร้องเพลงการ์ตูน หรือกลุ่มคนวิ่งนารูโตะในกรณีศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา ถือเป็นผลสำเร็จทางการสื่อสารที่ดี อันอาจมองได้ว่าเป็นความพยายามแก้ปัญหาในเรื่องของสมดุลวัฒนธรรมทางความคิด ที่จะเป็นประเด็นถกเถียงในบทความนี้ ว่าจะก้าวต่อจากกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นโอกาสในการสร้างสมดุลทางวัฒนธรรมทางความคิด เพื่อการสร้างพลเมืองในเยาวชนไทยได้อย่างไร โดยเริ่มวิเคราะห์จากสื่อการ์ตูนมังงะร่วมสมัย

บทเรียนจากการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยกับแง่คิด ทัศนคติ และมุมมองต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนญี่ปุ่น

ในสังคมญี่ปุ่น ความตระหนักต่อระเบียบแบบแผนการดำรงชีวิตถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากพบพฤติกรรมที่แตกต่างก็จะถูกสังคมเพ่งเล็งในทางที่ไม่ดีต่อตนได้ (รายการดูให้รู้ ด้านมืดของญี่ปุ่น, 2559) อาทิ การมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับคนหมู่มาก เช่นในวัยเด็ก ถ้าเรียนไม่เก่งก็จะถูกเพื่อนแกล้งหรือไม่ให้เข้าสังคมกลุ่ม ในวัยรุ่นตอนต้นหากไม่เข้าร่วมพฤติกรรมที่กลุ่มทำ (clines) ก็อาจจะไม่มีที่ยืนในสังคม หรือการที่ในช่วงระยะเวลาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นอย่างเต็มตัว ถ้าไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์หรือบุคลิกของตนให้ดีได้ก็จะถูกเมินเฉยต่อปฏิสัมพันธ์ด้านต่างๆ อย่างในมังงะแอนิเมชันร่วมสมัยและรวมที่เป็นมังงะเล่มเรื่อง Masamune-kun no Revenge โดยเนื้อเรื่องย่อ พระเอกเป็นหนุ่มอ้วนที่ถูกเพื่อนหลอกใช้ เพราะด้วยบุคลิกที่กลุ่มเพื่อนไม่ต้องการให้เข้าพวก ต่อมาพระเอกต้องเปลี่ยนบุคลิกตัวเองให้มีรูปลักษณ์ที่ดี เพื่อที่จะให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลในสังคม

มีเยาวชนญี่ปุ่นอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกรอบในการพัฒนาตนเอง ไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองได้ เยาวชนกลุ่มนี้ก็มีบางส่วนที่กลายเป็นโรคขังตัวเองอยู่ในห้อง (ฮิคิโคโมริ) ซึ่งอาการดังกล่าวจะเก็บตัวอยู่ในห้องไม่กล้าไปพบเจอสังคม (รายการดูให้รู้ ด้านมืดของญี่ปุ่น, 2559) การ์ตูนมังงะที่สะท้อนปรากฏการณ์ดังกล่าว อาทิ Naruto, One Piece, Attack on Titan, Digimon Adventure และอื่นๆ อีกมากมายที่ข้าพเจ้าอาจจะตกสำรวจ การ์ตูนมังงะดังกล่าวในข้างต้น มีเนื้อหาใจความที่ตัวละครนำเสนอในเรื่องของการผจญภัยและพบเจอกับอุปสรรค เมื่อถอดรหัสออกมาพบว่าสารสาระในการ์ตูนมังงะดังกล่าวล้วนมีส่วนที่เชื้อเชิญหรือกระตุ้นให้เยาวชนผู้ได้รับชมมีกำลังใจที่จะกลับมาอีกครั้งในสังคม ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระที่ยังสนับสนุนด้วยการ ให้ความสำคัญต่อเยาวชน 

ความน่าสนใจอีกประการคือสิทธิพลเมืองตามรูปแบบเสรีประชาธิปไตยในญี่ปุ่น สิ่งที่หล่อเลี้ยงปรากฏการณ์ข้างต้น คือการ์ตูนมังงะที่สะท้อนมุมมองสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียม อาทิ Maid Dragon (Cool-kyou-shinja, 2013) โดยเนื้อเรื่องให้ความสำคัญกับตัวแสดงที่เป็นผู้หญิงมาก โดยต้องการสร้างตัวตนใหม่ๆ ให้กับสตรีเพศในการแสดงสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สาธารณะญี่ปุ่น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิรูปสภาพของวัฒนธรรมทางสังคม  หลักฐานที่ทำให้เห็นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ คือการที่สตรีเพศในญี่ปุ่นเริ่มที่จะได้ทำงานที่สมัยก่อนจำกัดเพียงให้ผู้ชายทำได้เท่านั้น อันเนื่องมากจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม (WPR, 2016) ที่ส่งเสริมให้เป็นเช่นนั้น และได้ถูกนำเสนอผ่านทางการ์ตูนมังงะข้างต้น

ผลสืบเนื่องจากปรากฏการณ์ข้างต้นทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมือนกันและความแตกต่างของพื้นที่วัฒนธรรมทางความคิดของเยาวชนญี่ปุ่นและไทยบนสื่อ เบื้องต้นได้ตั้งข้อสังเกตดังนี้

การ์ตูนมังงะร่วมสมัยของเยาวชนญี่ปุ่น กับ สื่อโดยทั่วไปที่นำเสนอภาพเยาวชนไทย

 

ในตารางที่ปรากฏ วัฒนธรรมความคิดของไทยและญี่ปุ่นมีบริบทอันเป็นที่น่าสังเกตคือการให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมทางความคิด สิ่งที่แตกต่างคือ การให้ความสำคัญต่อเยาวชน และ อิทธิพลของตัวแสดง

การเปรียบเทียบความสัมพันธ์เชิงซ้อนในการถอดรหัสของการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น

ในบริบทของประเทศไทย การถอดรหัสของการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นเท่าที่สังเกตได้อย่างเป็นเชิงประจักษ์ อันได้แก่ เทศกาลแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูน (cosplay) ของเยาวชนไทย จากการสำรวจโดยมีประสบการณ์ร่วม เยาวชนไทยจะให้ความสนใจกับตัวละครเอก เช่น แต่งตัวเป็น นารูโตะ หรือ ซาซึเกะ จากเรื่องนารูโตะ รวมถึงการ์ตูนคู่หูคู่เคียงของการ์ตูนนารูโตะอย่าง วันพีช ก็จะให้ความสนใจในลูฟี่ หรือ ซันจิ หรือการจองตัวละครของกลุ่มเด็ก เช่นใน ฮีโร่ขบวนการห้าสี ในกลุ่มเด็กประถมมักจะจองตัวละครสีแดงที่เป็นละครเอกมากกว่าตัวละครสีอื่นๆ

การสำรวจดังกล่าวอาจทำให้อุปมาได้ในเบื้องต้นว่า เยาวชนไทยมีพื้นฐานทางการประกอบสร้างตัวตนผ่านมังงะญี่ปุ่นควบคู่ไปกับ “การสร้างภาพลักษณ์แบบตัวละครเอก” ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นการกลับด้านกลับมุม (revers) หรือการเลือกนำเพียงบางส่วนของมังงะญี่ปุ่นที่เข้ากันได้กับสิ่งแวดล้อมทางความคิดแบบไทยอยู่แล้ว กลับมาหล่อเลี้ยงพื้นที่วัฒนธรรมทางความคิดแบบไทยให้มีความแข็งแรงต่อไปได้ เช่น เยาวชนรุ่นใหม่ถูกครอบด้วยวาทกรรมในการสร้างภาพลักษณ์แบบตัวละครเอก เพื่อตอบสนองต่ออิทธิพลทางความคิดแบบเดิมคือความกตัญญูในมายาคติแบบไทย การยัดเยียดความกตัญญูโดยการกำกับบริบทความเป็นอยู่ของบิดามารดา ผลกระทบที่ตามมาอาจได้แก่ ทำให้บริบทความเป็นพลเมืองสำหรับผู้สูงอายุหายไป เพราะไม่มีพื้นที่ในการตัดสินใจด้วยตนเอง ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่สำคัญต่อการสกัดกั้นการสร้างความเป็นพลเมืองต่อทุกภาคส่วน เพราะผลจากการกระทำของเยาวชนไทยที่ถอดรหัสออกมาจากมังงะญี่ปุ่นว่า การเป็นตัวละครเอกแบบในการ์ตูน คือการที่จะต้องไปจัดแจงชีวิตของผู้อื่น เพราะคิดว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี

เมื่อเปรียบเทียบกับการถอดรหัสของการสร้างความพลเมืองของเยาวชนของญี่ปุ่น เยาวชนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญในตัวตน ความสนใจของตนเองและให้ความสนใจต่อระบบโครงสร้างที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดการถูกเหยียดหยามได้ในที่สาธารณะชน โดยถ้าฟังโดยรวมแล้วก็ไม่ได้ผิดแปลกแตกต่างอะไรจากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมทางความคิดแบบไทยเลย เพียงแต่จุดร่วมที่แตกต่าง คือการที่เยาวชนญี่ปุ่นจะรู้ซึ่งหน้าที่ และ ไม่ก้าวกายหน้าที่ของกันละกัน ซึ่งถ้าไปก้าวกายของหน้าที่ซึ่งกันและกันเข้า วัฒนธรรมญี่ปุ่นถือว่าเป็นการดูถูก วัฒนธรรมทางสิ่งแวดล้อมแบบนี้ จะเป็นการก่อรากสร้างฐานในการพัฒนาความเป็นพลเมืองได้อย่างดีเยี่ยม เพราะรักษาเสถียรภาพความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล ได้เป็นอย่างดี

อย่างในกรณีศึกษาเปรียบเทียบทางสื่อที่มาจากรากฐานทางสิ่งแวดล้อมของทั้งสองวัฒนธรรม ตัวอย่าง ภาพยนตร์โฆษณา Forget Me Not ของไก่ย่างห้าดาว ที่ต้องการนำเสนอว่าการที่นำพาแม่ไปที่บ้านพักคนชรา ถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย ซึ่งชุดความคิดนี้ก็ถือได้ว่าเป็นที่ยอมรับ เพียงแต่ประเด็นปัญหาที่ข้าพเจ้าสังเกต คือการที่มารดาตัดสินใจที่จะไปบ้านพักคนชราเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของลูกนี้ กลับไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งนี้จะเป็นการผลิตซ้ำให้ไม่เกิดการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง เพราะถูกตีกรอบด้วยสภาพแวดล้อมที่ให้เหตุผลเอาไว้ว่าการตัดสินใจของคนชรา (หรือคนอื่น) ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ หากมองเปรียบเทียบกับสื่อที่ใกล้เคียงการ์ตูนมังงะญี่ปุ่น ชุดวัฒนธรรมทางความคิดที่ไปในทิศทางหรือเฉกเช่นเดียวกันกับกรณีศึกษาดังกล่าวยังคงมีให้พบเห็น เช่น ละครซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่อง I am Home ep. 7 ที่มีเงื่อนไขเหมือนกรณีศึกษาของไทยเบื้องต้น เพียงแต่จุดแยกที่แตกต่าง คือการตัดสินใจของผู้สูงอายุได้รับการตอบสนอง ทำให้เยาวชนญี่ปุ่นรุ่นหลังได้ทราบถึงว่า การที่จะให้คุณพ่อหรือคุณแม่ได้พักที่บ้านคนชรายามชราภาพไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ผลิตซ้ำด้วยการเคารพในหน้าที่ของซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกรณีศึกษาผ่านสื่อที่สำคัญของการพัฒนาความเป็นพลเมือง

บทสรุป

ตารางบทเรียนจากการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยเปรียบเทียบกรณีเชิงสำรวจในเยาวชนไทย

ในสื่อการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นนั้นจากองค์ประกอบที่กล่าวมาทำให้ทราบถึงการพัฒนาความเป็นพลเมืองโดยสังเกตได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านทัศนคติของตัวละคร ซึ่งตัวละครที่กล่าวมาคือผลผลิตจากสภาวะโลกจริงที่เยาวชนญี่ปุ่นได้รับผลกระทบและเป็นอยู่

สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งยวด คือการสกัดกั้นกันของวัฒนธรรมทางความคิดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของไทย โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวจะไม่ให้เกิดความหลากหลายทางพื้นที่สาธารณะทางความคิดซึ่งนั้นถือได้ว่าเป็นผลร้ายและโดยรวมต่อการสร้างความเป็นพลเมือง เพราะถ้าเยาวชนไทยไม่มีความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล อย่างที่ได้อธิบายในข้างต้น ก็จะเป็นการขัดขวางมิให้เกิดเจตจำนงร่วมในทฤษฏีทางพลเมืองที่รุสโซเป็นผู้กล่าวนำไว้

ปัญหาที่อยู่นอกเหนือจากบทความนี้ คือ สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมก็มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาความเป็นพลเมือง ปรากฏการณ์นี้ถือว่าเป็นที่ทราบกันโดยสามัญหรือทั่วไป

ความหวังต่อการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนไทย

กรณีที่น่าเป็นที่ยินดีคือการที่เยาวชนไทยผู้ที่ให้ความสนใจในสื่อการ์ตูนมังงะร่วมสมัย พวกเขาเหล่านี้จะเป็นผู้ที่กล้าแสดงออก และสามารถที่จะกล้านำเสนอพื้นที่อิทธิพลทางความคิดของตน โดยที่เคารพสิทธิของวัฒนธรรมที่มีความคิดชุดเดิมอยู่ ประเด็นดังกล่าวที่ข้าพเจ้าสังเกตได้คือพฤติกรรมนี้คือสัญญาณเริ่มต้นในการยืนยันถึงความนิยมในความรู้จักตัวเองหรือเป็นตัวของตัวเองภายใต้หลักการของเหตุและผล ซึ่งเป็นการถอดรหัสชุดเดียวกันของเยาวชนญี่ปุ่น อันจะเป็นการสร้างความเป็นพลเมืองได้อย่างสมเหตุสมผลภายใต้ทฤษฎีของความเป็นพลเมืองอย่างสากล

บรรณานุกรม

Cool-kyou-shinja (ผู้กำกับ). (2013). maid dragon [ภาพยนตร์].
Eiichiro Oda (ผู้กำกับ). (1998). one piece [ภาพยนตร์].
hajime isayama (ผู้กำกับ). (2009). attack on titan [ภาพยนตร์].
Hazuki (ผู้กำกับ). (2012). Masamune-kun no Revenge [ภาพยนตร์].
mamoru Hosoda (ผู้กำกับ). (1999). Digimon adventure [ภาพยนตร์].
masashi (ผู้กำกับ). (ม.ป.ป.). naruto [ภาพยนตร์].
The Editors. (12 october 2016). World Political review. เข้าถึงได้จาก https://www.worldpoliticsreview.com: https://www.worldpoliticsreview.com/trend-lines/20172/japan-tries-to-promote-women-s-rights-but-cultural-norms-stand-in-the-way
สมเกียรติ วันทะนะ. (2552). อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย. กรุงเทพ: อักษรข้าวสวย.
ลิขิต ธีรเวคิน. (9 ธันวาคม 2556). กรองสถานการณ์. (อดิศักดิ์ ศรีสม, ผู้สัมภาษณ์)
สมบัติ จันทรวงศ์. (2558). ประวัติศษสตร์ปรัชญาการเมือง. กรุงเทพ: คบไฟ.
thai pbs (ผู้กำกับ). (2559). ดูให้รู้ มุมมืด มองญี่ปุ่นอีกด้าน [รายการโทรทัศน์].

วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

อ่านเพิ่มเติม วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

ข้อเสนอ “การพัฒนาคนรุ่นใหม่” บนความเข้าใจ “วัฒนธรรมเยาวชน”

ฐานการทำงานคนรุ่นใหม่ บนความเข้าใจด้านวัฒนธรรม

อ่านเพิ่มเติม ข้อเสนอ “การพัฒนาคนรุ่นใหม่” บนความเข้าใจ “วัฒนธรรมเยาวชน”

ปิดแผลสวัสดิการ : วัฒนธรรมการร้องเรียน

วัฒนธรรมการร้องเรียน

วริศ ลิขิตอนุสรณ์

ภาพรวมของบทย่อยนี้จะยังไม่เรียกร้องให้มีสวัสดิการอะไรใหม่ แต่จะพยายามหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรให้สวัสดิการเก่าที่มีอยู่แล้วสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น อภิปรายโดยการเห็น “วัฒนธรรมการร้องเรียน” เป็นสำคัญ ดังนี้

อ่านเพิ่มเติม ปิดแผลสวัสดิการ : วัฒนธรรมการร้องเรียน

แผนที่ของมนุษย์

วริศ ลิขิตอนุสรณ์

          ข้อมูลประชากรจำนวนมากถูกผลิตหรือเผยแพร่ออกมาโดยองค์กรวิจัยใหญ่ๆ ของทั้งภาครัฐและไม่ใช่ Newground เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ไม่ยากจากการติดต่อศูนย์วิจัยต่างๆ และติดตามข่าวสารการวิจัยที่นำเสนอตัวเลขประชากรเกี่ยวกับ “เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่” เราอาจรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาปริทรรศน์และสร้างข้อเสนอเกี่ยวกับทิศทางประชากรได้เลยทันที แต่เราปฏิเสธที่จะทำแบบนั้นในบทนี้ เนื่องจากเราเห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการกระจายข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขประชากรตั้งแต่ต้นน้ำที่สำคัญกว่า และถ้าหากยังไม่แก้ไขก็จะทำให้งานการศึกษาแนวนี้ต้องเริ่มต้นอย่างยากลำบากโดยใช่เหตุและทำได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนของสังคมต่อไป

 

ถ้าเริ่มจากฐานคิดที่ว่าข้อมูลประชากรควรถูกเรียบเรียงรวมกัน เชื่อมต่อถึงกัน และทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเพื่อการต่อยอด การกลับมาพูดถึงการเผยแพร่และกระจายข้อมูลให้พร้อมสำหรับการต่อยอดเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนสิ่งอื่น กล่าวคือ ก่อนจะเห็นทิศทางของประชากร เราจำเป็นที่จะต้อง “เห็น” ตัวประชากรก่อน ข้อเขียนชิ้นนี้จะพยายามตั้งต้น Action Research หรือการ “วิจัยไปทำไป” เกี่ยวกับคำถามคร่าวๆ สามข้อ คือ

 

  1. ทำอย่างไรให้ข้อมูลประชากรเข้าถึงได้มากขึ้น จนกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ
  2. ทำอย่างไรให้ข้อมูลนั้นมีความ “เป็นมนุษย์” หรือมีความละเอียดลออมากขึ้น มากกว่าเป็นเพียงแค่ตัวเลข และ
  3. ทำอย่างไรให้การคมนาคมของข้อมูลดำเนินไปได้ด้วยความร่วมมือของสาธารณชน โดยเงื่อนไขใหญ่ของคำถามทั้งสามข้อนี้คือ ทำอย่างไรให้เริ่มทำได้ด้วยทรัพยากรที่ประชาชนและภาคีย่อยๆ ทั้งหลายมีอยู่แล้วในมือ และเข้าถึงได้อยู่แล้วในปี 2017 ทำอย่างไรให้มันไม่กลายเป็นหีบห่อของนโยบายที่เสนอให้คนอื่นเอาไปทำแล้วลอยหายไปในอากาศ ทำอย่างไรให้เริ่มทำได้ทันทีหลังจากที่เสนอ

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูลประชากรเข้าถึงได้มากขึ้น
เราอยากเริ่มด้วยข้อเสนอที่ไม่ซับซ้อนคือการสร้างพื้นที่แสดงผลข้อมูล (platform) ที่เผยแพร่การคมนาคมของข้อมูลดิบเกี่ยวกับประชากร ที่เกิดจากความร่วมมือและรับผิดชอบโดยฝั่งผู้ถือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้วจากภาครัฐ (เช่น สถิติทางการทะเบียนของกรมการปกครอง) ข้อมูลประชากรจากการสำรวจโดยศูนย์-สำนักวิจัยต่างๆ (เช่น งานที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ คณะ/ภาควิชาที่เกี่ยวข้องกับประชากรศาสตร์-รัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ) และข้อมูลจากส่วนการบริหารย่อยๆ ที่ยินดีจะให้ความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆ เท่าที่เข้าถึงได้ ทั้งหมดนี้สมควรมีพื้นที่แสดงผลกลางที่ทำให้ผู้ต้องการเข้าถึงข้อมูลสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย พื้นที่แสดงผลกลางที่ว่านี้ควรจะเกิดจากความร่วมมือของภาคีผู้ถือข้อมูลที่สามารถดึงข้อมูลและมอบข้อมูลที่มีอยู่มาร่วมกันเป็นภาคีแรก และขยายออกไปสู่ภาคีอื่นๆ

 

การรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลในเบื้องต้นเพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่แสดงผลข้อมูลนี้ไม่ใช่การคว้าเอาข้อมูลในตัวเองมากองรวมกัน เนื่องจากข้อมูลไหลบ่าอย่างรวดเร็ว หากเราทำงานหนักหนึ่งครั้งในการรวบรวมทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกันและเผยแพร่หรือวิเคราะห์มัน ตื่นเช้ามารุ่งขึ้นของวันถัดไป เราก็ต้องทำทุกอย่างใหม่อีกครั้ง การรวบรวมและเรียบเรียงในที่นี้จึงเป็นการคว้าเอา source หรือแหล่งของข้อมูลที่เป็นองค์กร (หรือไม่ใช่) มาสร้างภารกิจร่วมกันในการเผยแพร่ แลกเปลี่ยน และกระจายมันอีกทีหนึ่ง โดยแหล่งข้อมูลใดที่มีข้อมูลเผยแพร่ (เช่น กรมการปกครอง) แต่ไม่ได้ยินดีที่จะร่วมอยู่ในภารกิจการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล พื้นที่แสดงผลข้อมูลก็อาจจะหาวิธีใช้ตัวแทนไปดึงข้อมูลที่เผยแพร่อยู่แล้ว (เช่น อยู่บนเว็บไซต์กรมการปกครอง) มาเติมเต็มภาพรวมของข้อมูลบนพื้นที่แสดงผลข้อมูลเองอีกที

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้เขียนขออนุญาตเปรียบเทียบพื้นที่แสดงผลกลางนี้เป็น Social Network อย่างเช่น Facebook แต่พื้นที่แสดงผลกลางนี้จะไม่ใช่ Facebook ของปัจเจก แต่เป็น Facebook ขององค์กรข้อมูล โดยอาจมีลักษณะการหล่อเลี้ยงและดูแลการเติบโตของข้อมูลที่ใกล้เคียงกับ Wikipedia ที่ก็เป็น Social Network ของข้อมูลอยู่แล้วประมาณหนึ่ง (ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม) เมื่ออภิปรายมาในทิศทางนี้แล้วก็จะเห็นว่าการกระจายข้อมูลประชากรที่ Newground ฝันถึงนั้นน่าจะเป็นการกระจายข้อมูลบนเครือข่ายดิจิทัล และเป็นเครือข่ายดิจิทัลของข้อมูลที่หล่อเลี้ยงไปได้ด้วยคุณสมบัติแบบเครือข่ายสังคม

 

พื้นฐานของการตั้งต้นควรจะมีเท่านี้ แต่ผู้เขียนอยากจะเสนอเพิ่มไปถึงรูปลักษณ์ของการแสดงผลและความสะดวกในการเข้าถึงเพื่อใช้งานของมัน (User Interface, User Experience) และอยากให้อยู่ในข้อเสนอชิ้นนี้ตั้งแต่ต้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญใน “ปลายน้ำ” ของการนำเสนอข้อมูลว่าทั้งหมดที่ทำมาอาจสูญเปล่าถ้ามี UI และ UX ที่ย่ำแย่ กล่าวคือกองทุนทั้งกองทุนในประเทศนี้ที่มีจุดประสงค์ที่ดี มีการดำเนินการบริหารจัดการภายในที่เพียบพร้อม อาจสามารถไม่มีผู้ขอรับทุนที่มีคุณภาพไปทำงานเพื่อสังคมได้ เพียงเพราะว่าผู้ขอรับทุนไม่ทราบว่าปุ่มเข้าไปดูรายละเอียดมันอยู่ตรงไหน ผู้เขียนไม่ต้องการให้พื้นที่แสดงผลข้อมูลประชากรไปตกหล่มเช่นเดียวกันนั้น จึงเสนอว่า เพื่อลดอุปสรรคทางภาษาและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ข้อมูลประชากรที่รวบรวมและเรียบเรียงแล้ว ควรมีการเสนอข้อมูลเป็นแผนที่หรือแผนภาพ หรือการออกแบบใดๆ ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลประชากรเหล่านี้จะสามารถกระทั่งให้ความบันเทิงอันน่าขบคิดกับเด็กคนหนึ่งที่เปิดดูสิ่งนี้ระหว่างที่เดินไปรอบๆ ชุมชนของเขาในเบื้องต้น และในขณะเดียวกัน นักวิจัยประชากรหรือนักบริหารนโยบายก็สามารถกดเข้าไปดูต่อเพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อประโยชน์แบบผู้ใหญ่ได้

 

กล่าวคือ ประตูแรกของการใช้งานอาจมีลักษณะที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ง่าย และเมื่อต้องการข้อมูลที่ลึกลงไปเรื่อยๆ ประตูต่อๆ ไปก็อาจจะมีลักษณะที่ซับซ้อนขึ้นไปด้วยตามความจำเป็น และอาจมีการช่วยลดทอนความซับซ้อนในเชิงภาพลักษณ์ของข้อมูล เพื่อความง่ายต่อการใช้งานข้อมูล ฯลฯ แนวคิดเหล่านี้เป็นอาจความตั้งใจที่มีอยู่แล้วโดยพื้นฐานของนักวิจัยเพื่อการออกแบบภาพ (visual design) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเขาจะต้องมีส่วนในการทำ Action Research นี้ ตั้งแต่ต้น ร่วมกับนักออกแบบในส่วนอื่นๆ เพื่อให้นักวิจัยเพื่อการออกแบบภาพ หรือนักออกแบบภาพ เห็นนัยสำคัญของข้อมูลแต่ละแบบเท่าๆ กับคนอื่นๆ ที่ทำงานเรื่องการจัดการข้อมูลมาตั้งแต่ต้น และสามารถออกแบบการแสดงผลของข้อมูลออกมาได้ตามเจตจำนงของข้อมูลนั้นๆ ด้วยการแสดงผลของข้อมูลแทบจะเป็น “ทั้งหมด” ของความสำคัญในการสร้างความเข้าถึงได้ของข้อมูล และเป็นตัวบ่งชี้ความมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของข้อมูลสำหรับผู้ใช้งาน (เพิ่มความร่วมมือจากมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์)

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูล “เป็นมนุษย์” และ “เพื่อมนุษย์”
ความคิดแบบ Social Positivist (ปฏิฐานนิยมทางสังคม) หรือแบบที่มองมนุษย์เป็นวัตถุแห่งการศึกษาด้วยวิทยาศาสตร์ สามารถถูกศึกษา จำกัด ระบุตัวตนได้ด้วยวิธีแบบที่วิทยาศาสตร์ใช้กับวัตถุอื่นๆ ได้เปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นตัวเลขและจัดหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ วิธีคิดแบบ Social Positivist นี้ฝังลึกเข้าไปผนวกกับศาสตร์ของการบริหารจัดการและสร้างปัญหา (ที่มาพร้อมคุณูปการ) มากมาย

 

หนึ่งในปัญหาดังกล่าวที่ข้อเขียนชิ้นนี้ต้องการจะเน้นย้ำคือการแยกส่วนธรรมชาติของวัตถุ (object) ออกจากวัฒนธรรมของมัน (subject) และความไม่สามารถที่จะเห็นลักษณะของสังคมที่ซับซ้อนมากไปกว่าที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยทางธรรมชาติของมนุษย์ ที่เกิดจากการแสดงผลข้อมูล (display) แต่ข้อมูลธรรมชาติ หรือที่เป็นแบบ Hard Evidence (เช่น อายุ เพศกำเนิด หรือกระทั่ง “ศาสนา” ที่ถูกทำให้กลายเป็นวัตถุวิสัย) เพียงอย่างเดียว เมื่อการแยกส่วนดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับข้อมูล การดำเนินนโยบายหรือการพัฒนาต่างๆ จึงเป็นไปตามการชี้นำโดยข้อมูลนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมาคือการละเลยมุมของวัฒนธรรม กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การบริหารดำเนินไปด้วยวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โดยหลงลืมการถามหาการเชื่อมถึงข้อมูลและวิธีคิดที่อยู่ในมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา ฯลฯ

 

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลภาคสนามจำนวนมากของมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา กลับไม่ได้อยู่ในที่ทางของมัน แต่นอนตายอยู่ในหอสมุดหรือวงสนทนาของนักวิชาการ ข้อมูลเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ได้ถูกนำไป “ใช้” ต่อยอดทั้งในทางวิชาชีพและวิชาการ ถึงแม้มันจะเป็นข้อมูลที่ “เป็นมนุษย์” แต่มันกลับไม่ค่อยได้ช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกันเท่าไรนัก

 

ผู้เขียนเห็นว่าการเยียวยาปัญหาจากข้อมูลทั้งสองฝั่งสามารถทำได้ด้วยวิธีเดียวกัน โดยจะเล่าผ่านตัวอย่างที่จำได้คร่าวๆ จากความทรงจำในการร่วมประชุมวิชาการ รายละเอียดอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่ใจความของเรื่องมีนัยสำคัญที่ผู้เขียนต้องการจะนำเสนออยู่

 

เรื่องก็คือมีชุมชนประมงชุมชนหนึ่งพบปัญหาปลาเป็นโรค กรมการประมงอยากที่จะแก้ไขปัญหานี้ กรมฯ ได้รับตัวเลขเกี่ยวกับชุมชนที่ทำการประมงได้ว่ามีกี่ครัวเรือน และข้อมูลทางชีววิทยาที่ระบุได้ว่าประชากรปลาในบริเวณนั้นเป็นโรคที่กรมฯ มียารักษาให้หายขาดได้ กรมฯ ได้จัดยาเพื่อให้ชาวประมงฉีดลงไปในน้ำ ในจำนวนที่พอดีกับทุกครัวเรือน ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด แต่ปรากฏว่าชุมชนนั้นมีความเชื่ออย่างแรงกล้าเรื่องการไม่ปล่อย “น้ำอื่น” ลงแม่น้ำของพวกเขา ที่มีเทพเจ้าท้องถิ่นเป็นเจ้าของอยู่ หัวหน้าชุมชนไม่เชื่อในการใช้สารเคมี ฯลฯ กรมฯ จะทำอย่างไร? และจะทำอย่างไรบนเงื่อนไขที่การรณรงค์ไม่สามารถทำได้สำเร็จ นี่คือเงื่อนไขและข้อจำกัดของข้อมูลแบบปฏิฐานนิยม คือมันไม่ได้มีเอาไว้เพื่อสื่อสารกับความซับซ้อนของมนุษย์ (ในกรณีที่ยกตัวอย่างนี้คือกรณีที่ข้อมูลไม่สามารถเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือได้ แต่ยังมีกรณีเลวร้ายอีกมากที่ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็นอำนาจในการกดขี่ เช่น กรณีของชนกลุ่มน้อย กรณีของการกำหนดนโยบายอย่างสุดโต่งตามข้อมูลตัวเลข เช่น การกำหนดเขตรับน้ำท่วม ฯลฯ)

 

หลังจากนั่งมองวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนแล้ว กรมฯ (ที่จริงใจกับการแก้ปัญหาเหลือเกิน) ได้มองเห็นว่าชุมชนนี้ถึงจะไม่ปล่อยน้ำอื่นลงในแม่น้ำ แต่พวกเขาให้อาหารเม็ดกับปลาที่พวกเขาเลี้ยง ผู้เขียนจึงขอจบเรื่องง่ายๆ ว่า กรมฯ ก็เอายาที่มีไปผสมกับอาหารเม็ด อัดเม็ดให้ชุมชนใช้เลี้ยงปลาภายในระยะเวลาที่กำหนด ปลาหายป่วย เทพเจ้าไม่โกรธ แฮปปี้ จบ

 

จะเห็นว่าสภาวะ “ปลาหายป่วย เทพเจ้าไม่โกรธ แฮปปี้ จบ” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดการประสานข้อมูลองค์ความรู้ทั้งจากวิถีที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่เป็นปฏิฐานนิยมก็ตาม และจากวิถีที่เป็นศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ มานุษยวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อมูลทั้งหมดจะเกิดพลังในการพัฒนาหรือการต่อยอดในทางต่างๆ ได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถประสานกับข้อมูลอื่นๆ ขึ้นเป็นเครือข่าย เหมือนกับที่ฟุตบอลจะเกิดเป็นเกมได้ก็ต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่ง

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับการทำให้ข้อมูลเป็นมนุษย์ และเพื่อมนุษย์นี้ ไม่ใช่การปฏิเสธข้อมูลตัวเลข หรือข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ (ด้วยน้ำเสียงสุดโต่งแบบเดียวกันกับรุ่นแรกๆ ของแนวคิด “หลังสมัยใหม่”) แต่เป็นความพยายามที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้อย่าง “ไม่ปักใจ” (Skeptic) โดยใช้ร่วมกับข้อมูลที่เป็นมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ที่ผ่านการลงพื้นที่และสำรวจทบทวนวัฒนธรรมตามพื้นที่หรือเฉพาะกลุ่มต่างๆ มาแล้ว

 

หากจะสรุปยอดเป็นข้อเสนอให้ชัดเจนก็คือ ข้อมูลความรู้มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ แทนที่จะไปอยู่ในหอจดหมายเหตุต่างๆ เพียงอย่างเดียว ควรมีการจัดทำการเผยแพร่ใหม่ ให้เชื่อมโยงกับข้อมูลประชากรในแต่ละพื้นที่ เช่น เมื่อผู้ต้องการใช้งานข้อมูลสืบค้นข้อมูลประชากรเกี่ยวกับหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดตราด นอกจากจะเห็นข้อมูลตัวเลขและข้อเท็จจริงแบบ Hard Evidence ต่างๆ แล้ว อาจยังสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เป็นงานศึกษา (โดยเฉพาะจำพวกวิทยานิพนธ์) เกี่ยวกับกลุ่มวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตต่างๆ ในหมู่บ้านนั้นได้ด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการใดๆ เป็นไปได้อย่างง่ายขึ้น โดยในกระบวนการทั้งหมดของการสร้างเครือข่ายข้อมูลเช่นนี้มีเพียงแค่การนำเอาข้อมูลเก่าที่มีอยู่แล้วออกมาจัดระบบเท่านั้น การทำพื้นที่แสดงผลข้อมูลให้เป็นเช่นนี้อาจเป็นการชำระมลทินความ “ไม่มีประโยชน์” ของงานวิชาการมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ย้อนหลังไปได้อีกหลายปี และทำให้การลงทุนเพื่อการศึกษาในระดับวิทยานิพนธ์ กลับกลายเป็นการลงทุนเพื่อสังคมได้ขึ้นมาจริง มากกว่าเป็นการลงทุนเพียงเพื่อความก้าวหน้าในทางวิชาชีพ

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูลเป็นของสาธารณะ, ไม่ใช่แค่เข้าถึง
แม้ในบทย่อยที่ผ่านมา อำนาจในการอธิบายข้อมูลยังคงอยู่ในมือขององค์กร ภาครัฐ และนักวิจัยหรือนักวิชาการ หรือยังคงเป็นกลุ่มชนชั้นนำ (elite) ของสังคม สาธารณชนยังขาดอำนาจในการ “นิยามตนเอง” หากเรานั่งคิดเรื่องนี้กันในยุคที่ข้อมูลยังไม่ถูกอพยพขึ้นมาบนเครือข่ายดิจิทัล มันคงเป็นความเป็นไปได้ยากที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่อำนาจในการนิยามตนเองโดยมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลรองรับในยุคนี้อาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

นอกจากพื้นที่แสดงผลข้อมูลจะทำการแสดงผลข้อมูลจากองค์กรต่างๆ แล้ว มันอาจทำหน้าที่เป็นผู้เปิดรับข้อมูลจากสาธารณะได้ โดยการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มชุมชนหรือวัฒนธรรมสามารถค้นหาพื้นที่ทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อกับตนเอง และทำการป้อนข้อมูลเกี่ยวกับตนเองลงไป โดยมีการนำเสนอของข้อมูลในระดับที่ไม่แบ่งแยกออกจากงานวิจัยและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้วยแนวคิดพื้นฐานที่ว่าข้อมูลใดๆ ควรถูกนำมาพิจารณาร่วมกัน และเท่าๆ กันเพื่อการต่อยอดในการศึกษาหรือกระทำการ อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงและความเข้าใจในการใช้พื้นที่แสดงผลข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยังต้องการการออกแบบและศึกษาต่อไป แต่ภาพรวมโดยย่อของพื้นที่แสดงผลข้อมูลดังกล่าวคือ มันอาจจะออกมาเป็นลูกครึ่งของ Facebook และ Wikipedia ที่มีใจความสำคัญเป็นข้อมูลสาธารณะของภาคประชาสังคม

 

โดยสรุปแล้ว พื้นที่การแสดงผลข้อมูลนี้จะเป็นพื้นที่ที่รองรับการไหลบ่าของข้อมูลจากสี่แหล่งหลัก คือ

  1. ทะเบียนราษฎรจากภาครัฐ (ที่จำเป็นต้องทำเอกสารและตรวจสอบความเป็นไปได้ในทางกฏหมายเพื่อการเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชน)
  2. ข้อมูลจำเพาะจากภาคเอกชนและองค์กรอิสระที่เปิดเผยได้ (ในนามของ CSR หรือการให้ผลต่างตอบแทนก็ตาม)
  3. ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุของสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย
  4. การขอความร่วมมือข้อมูลจากภาคประชาชนและท้องถิ่น

 

ผู้เขียนเสนอให้การเก็บเกี่ยวข้อมูลเริ่มจากแหล่งที่ 3 และ 4 เป็นหลัก โดยเริ่มจากขึ้นพื้นที่เล็กๆ ที่มั่นคงและแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนนั้นๆ จะได้รับตอบแทนในทันที และสามารถสร้างผลเชิงประจักษ์ให้กับงานวิชาการที่ถูกทิ้งจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้ข้อมูลเป็นของประชาชนก่อน และเพื่อประชาชน ถูกตั้งต้นทิศทางของข้อมูลจากประชาชนก่อน ก่อนจะนำข้อมูลที่มีไปใช้ในการต่อรองต่อกับภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับข้อมูลทางการอื่นๆ ที่ต้องการ

 

แม้ Newground จะสนใจในการพัฒนาและแก้ปัญหาของคนรุ่นใหม่ แต่ Newground ที่ได้เคยวิพากษ์การแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยว่าได้ละเลยปัญหาแวดล้อมอื่นๆ ที่มีผลต่อสังคมสูงวัย ไม่สามารถจัดทำพื้นที่แสดงผลข้อมูลต่างๆ เพียงเพื่อ “คนรุ่นใหม่” อย่างเดียวได้ เนื่องเพราะรากฐานของปัญหาทางข้อมูลเป็นปัญหาพื้นฐานที่ทุกคนมีร่วมกัน และหากแก้ไขปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลประชากรนี้ได้ ชีวิตของ “คนรุ่นใหม่” รวมทั้ง “คนอื่นๆ” ก็อาจมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้มากขึ้น, ร่วมกัน