คลังเก็บป้ายกำกับ: เยาวชน

จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

ถ้าพูดถึงปัญหาวัยรุ่น เรานึกถึงอะไรเด็กติดเกมส์ คุณแม่วัยใส การมั่วสุมเสพยา ความรุนแรง การกลั่นแกล้งในกลุ่มเพื่อน หนีเที่ยวกลางคืน เด็กแว๊นซ์รถยามวิกาล ฯลฯ ส่วนหนึ่งในทางแก้ยอดฮิตคือเราต้องสร้างจิตสำนึกให้กับวัยรุ่น” โดยเหมือนเราจะลืมไปว่า จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

อ่านเพิ่มเติม จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

การศึกษายุคใหม่ควรไปทางไหนดี กับสถิติจากนานาประเทศ

การศึกษายุคใหม่ควรไปทางไหนดี กับสถิติจากนานาประเทศ

หนึ่งในความขัดแย้งยอดนิยมเรื่องการศึกษาคือการปะทะทางความคิดกันระหว่าง “การศึกษาที่เน้นความรู้พื้นฐานวิชาการ เสริมสร้างวินัย” กับ “การศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเอง” อย่างเช่นเรื่องการแต่งเครื่องแบบที่ฝ่ายหนึ่งจะมองว่าทำให้เด็กมีระเบียบวินัย ส่วนอีกฝ่ายมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเด็ก เด็กควรมีสิทธิเลือกว่าเขาควรแต่งตัวแบบที่เขารู้สึกสบายใจ 

ความขัดแย้งที่ว่าไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นกันทั่วโลก Pew Research Center สถาบันวิจัยจากสหรัฐได้ทำการสำรวจ 19 ประเทศทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า 14 ประเทศ และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังเติบโตอีก 5 ประเทศ ได้ผลออกมาดังนี้

 

1. เศรษฐกิจยิ่งก้าวหน้า ยิ่งส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง

ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า พบว่าส่วนใหญ่มองว่าความคิดสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเองสำคัญกว่า อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่เลือกความคิดสร้างสรรค์กับระเบียบวินัยก็ต่างกันไม่มาก และประเทศพัฒนาแล้วอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสก็มองว่าวินัยและความรู้พื้นฐานสำคัญกว่าความคิดสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง

ส่วนในประเทศเศรษฐกิจกำลังเติบโตส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวินัยและความรู้พื้นฐานมากกว่า แต่เซอร์ไพรส์ที่ประเทศจีน ประเทศที่ปกครองแบบอำนาจนิยมคนที่ตอบแบบสำรวจมองว่าความคิดสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเองสำคัญกว่า

 

2. การเลือกว่าการศึกษาควรเน้นวินัยหรือความคิดสร้างสรรค์ เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองของคนตอบแบบสอบถาม

คนที่มีแนวคิดค่อนไปทางฝั่งซ้าย (ลิเบอรัล) มักจะชอบการศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ ส่วนคนที่มีแนวคิดค่อนไปทางขวา (คอนเซอร์เวทีฟ) มักจะสนับสนุนการศึกษาที่เน้นระเบียบวินัย โดยเฉพาะในสหรัฐที่ช่องว่างระหว่างคอนเซอร์เวทีฟกับลิเบอรัลห่างกันชัดเจน 67 ต่อ 33 นอกจากนี้ อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดคือกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจก้าวหน้า คนที่เป็นลิเบอรัลมีมากกว่า

 

3. คนยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งสนับสนุนการศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์มากกว่าวินัย

คนอายุ 18-34 ส่วนมากคิดว่าความคิดสร้างสรรค์สำคัญกว่าวินัย ในขณะที่คนอายุ 50 ปีขึ้นไปต้องการเน้นวินัยในการศึกษามากกว่า (ซึ่งก็คือแนวคิดของ Gen Y หรือ มิลเลนเนียล ปะทะกับ Baby Boomer นี่เอง) ซึ่งเมื่อดูจากชาร์ตแล้วจะเห็นความแตกต่างของ 2 เจเนอเรชั่นได้อย่างชัดเจน ยกเว้นในประเทศจีนทั้งสองรุ่นมีความต่างทางความคิดไม่มากนัก

 

4. ประเทศจีนมองว่าการสอนที่ดีที่สุดต้องมีความคิดสร้างสรรค์และวินัยพอๆ กั

ถึงแม้ในภาพรวมประเทศจีนจะให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์มากกว่า คนตอบแบบสอบถามจากจีนจำนวนไม่น้อย (28%) มองว่าควรให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง ทาง Pew Research Center มองว่า เพราะการสอบวัดผลของประเทศจีนยังเน้นไปที่การท่องจำเนื้อหาจากตำราอยู่

ส่วนในประเทศไทยนั้น ถึงแม้ทาง Pew Research Center ไม่ได้มาเก็บสถิติ แต่เมื่อดูจากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว พบว่าเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์และให้นักเรียนเป็นตัวของตัวเอง อย่างเช่นในโครงการการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ที่วางแผนโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เน้นไปที่การพัฒนา 3 ทักษะนี้

  1. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
  2. การคิดอย่างมีวิจารณญานและการแก้ปัญหา
  3. การสื่อสารและความร่วมมือ

นอกจากนี้ ยังกำหนดบทบาทของครูใหม่ จากการเป็นผู้สอนโดยตรง เปลี่ยนเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และมีหน้าที่กระตุ้นความคิด ให้นักเรียนสามารถประยุกต์ความรู้ที่เกิดขึ้นในห้องมาเป็นทักษะชีวิตได้

 

แต่ทว่าในทางปฏิบัติแล้วยังคงมีปัญหาอยู่ เช่น ต้องการความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ต้องการให้นักเรียนไว้ผมตามกฎและใส่เครื่องแบบให้ถูกระเบียบ เช่นเดียวกับการตากแดดเข้าแถวตอนเช้า รวมถึงการสอนก็ยังคงเน้นท่องจำและไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกทางความคิดเท่าที่ควร

 

“นักเรียนเป็นคนที่มีอำนาจน้อยสุดในโรงเรียน การที่เด็กไปอธิบาย ต่อรองกับครู สุดท้ายก็แพ้ เพราะครูมีอำนาจมากกว่า… หรืออย่างเราเคยแย้งว่าข้อมูลที่ครูพูดมาไม่ถูก แล้วครูคงโกรธ ถามกลับมาว่าไปเอาข้อมูลมาจากไหน เราก็บอกว่าเคยได้ยินมาจากคนอื่น ครูก็อ้างว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีหลักฐาน เหมือนครูไม่ได้ยอมรับ” วริษา สุขกำเนิด อดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ให้สัมภาษณ์เอาไว้

 

เพราะถึงแม้ส่วนกลางจะมีนโยบายให้เปลี่ยน แต่ความคิดของครูผู้สอนอาจจะยังไม่สามารถปรับได้เร็วตามแผนของกระทรวง รวมถึงวิธีคิดของหน่วยงานรัฐด้านการศึกษาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปตามแผน

 

“ปัญหาคือเข้ามาในโครงสร้างอำนาจเหมือนเดิม มีการสั่งงานแบบเดิมอยู่ ครูรุ่นใหม่คิดว่าตัวเองจะมีอิสระเต็มที่แต่จริงๆคือไม่มี เพราะถูกสั่งจากเขตพื้นที่ จากส่วนกลาง ต้องรับโครงการนั้นนี้มา”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

 

สุดท้าย มันก็ไม่สามารถสรุปได้ตายตัวหรอกว่าการเรียนการสอนแบบใดดีที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่เราบอกได้คือถ้าวางแผนอะไรไว้ เราก็หวังว่าจะเป็นไปได้ตามนั้น แล้วประเมินกันว่าการศึกษาแบบเน้นวินัยหรือความคิดสร้างสรรค์ อันไหนเวิร์คกับสภาพสังคมปัจจุบันมากกว่ากัน

ที่มา

เยาวชนกำลังสิ้นหวัง…หรือไร้อำนาจกันแน่?

ถึงแม้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยจะมีเฟซบุ๊ค และเป็นสมาชิกกลุ่มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเหนียวแน่น ที่มาพร้อมกับรูปดอกไม้และถ้อยคำ “สวัสดีวัน…” ได้อย่างดี แต่พอพูดถึงโซเชียลมีเดียกับเด็กแล้ว หลายๆ คนกลับกังวล และมองสื่อออนไลน์เหล่านั้นเป็นภัยคุกคามเยาวชน เอาง่ายๆ ขนาดคำว่า Media Literacy เมื่อมาอยู่ในบริบทไทยเราใช้คำว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” สะท้อนให้เห็นว่าสื่อคือภัยที่ทำร้ายเราได้ถ้าไม่รู้ทัน

 

ถ้าเรา Google ด้วยคำว่า “เด็ก โซเชียลมีเดีย” จะพบผลการค้นหาลำดับต้นๆ ดังนี้

  • “เข้าโซเชียลมีเดีย เด็กเสียอะไร”
  • “โซเชียลมีเดีย สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น”
  • “วัยรุ่นติดโซเชียล”
  • “วิจัยชี้โซเชียลมีเดีย ตัวการบั่นทอนความสุขของเด็กวัยรุ่น”

 

สอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีความสัมพันธ์พรูเด็นเชียลประจำปี 2559 ที่รายงานว่าพ่อแม่จำนวน 42% กังวลว่าลูกใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์นานเกินไป

 

ถึงอย่างนั้นก่อนที่จะไปตำหนิคนรุ่นใหม่ด้วยคำว่าพูดประมาณว่า “Gen Me เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง” เราลองย้อนถามตัวเองสักนิดไหมว่า “ทำไมเด็กยุคใหม่ถึงใช้สื่อโซเชียล” และสำคัญที่สุด “สื่อโซเชียลเป็นภัยจริงหรือ”

 

ในปี 2005 ยุคที่ Youtube เพิ่งเริ่มตั้งไข่ และยังไม่มี Facebook, Line, Instagram หรือ Snapchat ใดๆ Ruta K Valaitis นักวิจัยชาวอเมริกัน ได้ทำวิจัยในหัวข้อที่ว่า Computers and the Internet: Tools for Youth Empowerment

 

งานวิจัยนี้สำรวจการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตของเด็กมัธยมต้นในโรงเรียนหนึ่งที่เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา โดยผู้วิจัยและทีมงาน จะให้เด็กกลุ่มนั้นทำโครงการเพื่อสังคมขึ้นมาหนึ่งชิ้น ในเวลา 3 เดือน แล้วนักวิจัยจะเข้าไปสอบถามเด็กๆ สัปดาห์ละ 3 วัน สอบถามข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต ซึ่งเด็กๆ เหล่านั้นต้องใช้เพื่อติดต่อกับเพื่อนๆ ครูอาจารย์ และผู้ใหญ่ในชุมชน ตลอดระยะเวลาโครงการ และดูมุมมองของเด็กๆ ว่าพวกเขาเห็นคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตอย่างไร

 

ผลของการสำรวจก็คือ “เด็กๆ มองว่าคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้ตัวเองกล้าพูดกล้าทำมากขึ้น และควรส่งเสริมเด็กๆ ให้ใช้เทคโนโลยีนี้ในการพัฒนาสังคมของพวกเขา”

 

และนี่คือเหตุผลที่เด็กๆ กลุ่มตัวอย่างตอบเมื่อ 13 ปีที่แล้วว่า คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตมันดีอย่างไร

  1. ลดความอึดอัดในการสื่อสาร

  2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในวงสังคม

  3. เปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนตัวเอง

  4. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์แบบใหม่ที่ลดระยะเวลาในการติดต่อสื่อสาร หาข้อมูลได้มหาศาล และช่วยจัดเก็บข้อมูล

 

โดยเฉพาะข้อที่ 1 ที่เด็กๆ มองว่าพวกเขาสบายใจเวลาสื่อสารผ่านโลกออนไลน์มากกว่า เพราะมันทำให้เขาสามารถพูดออกไปโดยไม่ต้องกังวลกับแรงกดดันของอีกฝ่ายที่จ้องมองเราอยู่ ทำให้เด็กรู้สึกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายควบคุมในการพูดคุยมากขึ้น โดยที่พวกเขาไม่ต้องกังวลกับลำดับสูง-ต่ำทางชนชั้นในสังคม

 

kidshelpphone.ca เว็บไซต์ตอบปัญหาสุขภาพจิตวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกามองว่า เด็กและวัยรุ่นในสมัยนี้จำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง เพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าใช่ในสายตาผู้ใหญ่

 

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากค่านิยมของสองยุคที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างผู้ปกครองที่เป็นคนรุ่น Baby Boomer ที่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่าทุกคนควรอดทนและปรับตัวเองให้เข้ากับค่านิยมหลักของสังคม กับยุค Gen Y ที่ให้ค่าการแสดงออกที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การแสดงออกของ Gen Y หลายๆ ครั้ง ผู้ใหญ่มักส่งปฏิกริยาต่อต้านกลับไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าแสดงออกตรงๆ

 

ด้วยเหตุนี้เองการสื่อสารทางออนไลน์ใช่ว่าจะเป็น “สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น” เสมอไป แต่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของเยาวชนที่สามารถแสดงออกในสิ่งที่คิดได้อย่างเต็มที่ การมีคนเข้ามาตอบสนองเวลาโพสต์คอนเมนต์ต่างๆ ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมและถูกรับฟัง เสริมสร้างความมั่นใจให้แก่พวกเขา และเมื่อเด็กๆ รู้สึกเป็นตัวของตัวเอง พวกเขาก็จะอยากให้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คนอื่นๆ ต่อไป อย่างที่ผลวิจัยบอกมา

 

นอกจากนี้ kidshelpphone.ca ยังแนะนำอีกว่าในการสื่อสารกับคนยุคใหม่ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ให้ดีขึ้นสามารถทำได้โดยเคารพในการตัดสินใจของพวกเขา และช่วยเป็นที่ปรึกษาด้วยการถามคำถามเชิงบวก อาทิ “ต้องทำอย่างไรที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ล่ะ” “คราวก่อนแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรนะ” ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจได้เช่นกัน เช่นเดียวกับการรับฟังและช่วยจัดลำดับความคิด ช่วยแบ่งเป้าหมายใหญ่ที่ดูทำได้จริงยาก เป็นเป้าหมายเล็กๆ หลายๆ ชิ้น และให้กำลังใจเวลาที่เขาทำเป้าหมายเล็กๆ เหล่านั้นสำเร็จ ก็จะช่วยเปิดใจในการพูดคุยได้ดียิ่งขึ้น

 

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปมากเพียงใดคนเราก็ยังต้องการพื้นที่ในการแสดงออกอย่างสบายใจ และใครสักคนที่รับฟังอย่างไม่ตัดสิน รวมถึงชื่นชมในความสำเร็จที่เกิดขึ้น

 

โลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีต่างๆ หมุนไวเกินกว่าที่เราคาดเดาได้ ฝากเอาไว้ในมือของเด็กยุคปัจจุบัน เราจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนาศักยภาพของพวกเขาในแบบที่พวกเขาเป็น? นี่คือโจทย์ด้านการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้

 

ที่มา