คลังเก็บป้ายกำกับ: สถิติ

แผนที่ของมนุษย์

วริศ ลิขิตอนุสรณ์

          ข้อมูลประชากรจำนวนมากถูกผลิตหรือเผยแพร่ออกมาโดยองค์กรวิจัยใหญ่ๆ ของทั้งภาครัฐและไม่ใช่ Newground เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ไม่ยากจากการติดต่อศูนย์วิจัยต่างๆ และติดตามข่าวสารการวิจัยที่นำเสนอตัวเลขประชากรเกี่ยวกับ “เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่” เราอาจรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาปริทรรศน์และสร้างข้อเสนอเกี่ยวกับทิศทางประชากรได้เลยทันที แต่เราปฏิเสธที่จะทำแบบนั้นในบทนี้ เนื่องจากเราเห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการกระจายข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขประชากรตั้งแต่ต้นน้ำที่สำคัญกว่า และถ้าหากยังไม่แก้ไขก็จะทำให้งานการศึกษาแนวนี้ต้องเริ่มต้นอย่างยากลำบากโดยใช่เหตุและทำได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนของสังคมต่อไป

 

ถ้าเริ่มจากฐานคิดที่ว่าข้อมูลประชากรควรถูกเรียบเรียงรวมกัน เชื่อมต่อถึงกัน และทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเพื่อการต่อยอด การกลับมาพูดถึงการเผยแพร่และกระจายข้อมูลให้พร้อมสำหรับการต่อยอดเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนสิ่งอื่น กล่าวคือ ก่อนจะเห็นทิศทางของประชากร เราจำเป็นที่จะต้อง “เห็น” ตัวประชากรก่อน ข้อเขียนชิ้นนี้จะพยายามตั้งต้น Action Research หรือการ “วิจัยไปทำไป” เกี่ยวกับคำถามคร่าวๆ สามข้อ คือ

 

  1. ทำอย่างไรให้ข้อมูลประชากรเข้าถึงได้มากขึ้น จนกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ
  2. ทำอย่างไรให้ข้อมูลนั้นมีความ “เป็นมนุษย์” หรือมีความละเอียดลออมากขึ้น มากกว่าเป็นเพียงแค่ตัวเลข และ
  3. ทำอย่างไรให้การคมนาคมของข้อมูลดำเนินไปได้ด้วยความร่วมมือของสาธารณชน โดยเงื่อนไขใหญ่ของคำถามทั้งสามข้อนี้คือ ทำอย่างไรให้เริ่มทำได้ด้วยทรัพยากรที่ประชาชนและภาคีย่อยๆ ทั้งหลายมีอยู่แล้วในมือ และเข้าถึงได้อยู่แล้วในปี 2017 ทำอย่างไรให้มันไม่กลายเป็นหีบห่อของนโยบายที่เสนอให้คนอื่นเอาไปทำแล้วลอยหายไปในอากาศ ทำอย่างไรให้เริ่มทำได้ทันทีหลังจากที่เสนอ

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูลประชากรเข้าถึงได้มากขึ้น
เราอยากเริ่มด้วยข้อเสนอที่ไม่ซับซ้อนคือการสร้างพื้นที่แสดงผลข้อมูล (platform) ที่เผยแพร่การคมนาคมของข้อมูลดิบเกี่ยวกับประชากร ที่เกิดจากความร่วมมือและรับผิดชอบโดยฝั่งผู้ถือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้วจากภาครัฐ (เช่น สถิติทางการทะเบียนของกรมการปกครอง) ข้อมูลประชากรจากการสำรวจโดยศูนย์-สำนักวิจัยต่างๆ (เช่น งานที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ คณะ/ภาควิชาที่เกี่ยวข้องกับประชากรศาสตร์-รัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ) และข้อมูลจากส่วนการบริหารย่อยๆ ที่ยินดีจะให้ความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆ เท่าที่เข้าถึงได้ ทั้งหมดนี้สมควรมีพื้นที่แสดงผลกลางที่ทำให้ผู้ต้องการเข้าถึงข้อมูลสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย พื้นที่แสดงผลกลางที่ว่านี้ควรจะเกิดจากความร่วมมือของภาคีผู้ถือข้อมูลที่สามารถดึงข้อมูลและมอบข้อมูลที่มีอยู่มาร่วมกันเป็นภาคีแรก และขยายออกไปสู่ภาคีอื่นๆ

 

การรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลในเบื้องต้นเพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่แสดงผลข้อมูลนี้ไม่ใช่การคว้าเอาข้อมูลในตัวเองมากองรวมกัน เนื่องจากข้อมูลไหลบ่าอย่างรวดเร็ว หากเราทำงานหนักหนึ่งครั้งในการรวบรวมทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกันและเผยแพร่หรือวิเคราะห์มัน ตื่นเช้ามารุ่งขึ้นของวันถัดไป เราก็ต้องทำทุกอย่างใหม่อีกครั้ง การรวบรวมและเรียบเรียงในที่นี้จึงเป็นการคว้าเอา source หรือแหล่งของข้อมูลที่เป็นองค์กร (หรือไม่ใช่) มาสร้างภารกิจร่วมกันในการเผยแพร่ แลกเปลี่ยน และกระจายมันอีกทีหนึ่ง โดยแหล่งข้อมูลใดที่มีข้อมูลเผยแพร่ (เช่น กรมการปกครอง) แต่ไม่ได้ยินดีที่จะร่วมอยู่ในภารกิจการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล พื้นที่แสดงผลข้อมูลก็อาจจะหาวิธีใช้ตัวแทนไปดึงข้อมูลที่เผยแพร่อยู่แล้ว (เช่น อยู่บนเว็บไซต์กรมการปกครอง) มาเติมเต็มภาพรวมของข้อมูลบนพื้นที่แสดงผลข้อมูลเองอีกที

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้เขียนขออนุญาตเปรียบเทียบพื้นที่แสดงผลกลางนี้เป็น Social Network อย่างเช่น Facebook แต่พื้นที่แสดงผลกลางนี้จะไม่ใช่ Facebook ของปัจเจก แต่เป็น Facebook ขององค์กรข้อมูล โดยอาจมีลักษณะการหล่อเลี้ยงและดูแลการเติบโตของข้อมูลที่ใกล้เคียงกับ Wikipedia ที่ก็เป็น Social Network ของข้อมูลอยู่แล้วประมาณหนึ่ง (ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม) เมื่ออภิปรายมาในทิศทางนี้แล้วก็จะเห็นว่าการกระจายข้อมูลประชากรที่ Newground ฝันถึงนั้นน่าจะเป็นการกระจายข้อมูลบนเครือข่ายดิจิทัล และเป็นเครือข่ายดิจิทัลของข้อมูลที่หล่อเลี้ยงไปได้ด้วยคุณสมบัติแบบเครือข่ายสังคม

 

พื้นฐานของการตั้งต้นควรจะมีเท่านี้ แต่ผู้เขียนอยากจะเสนอเพิ่มไปถึงรูปลักษณ์ของการแสดงผลและความสะดวกในการเข้าถึงเพื่อใช้งานของมัน (User Interface, User Experience) และอยากให้อยู่ในข้อเสนอชิ้นนี้ตั้งแต่ต้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญใน “ปลายน้ำ” ของการนำเสนอข้อมูลว่าทั้งหมดที่ทำมาอาจสูญเปล่าถ้ามี UI และ UX ที่ย่ำแย่ กล่าวคือกองทุนทั้งกองทุนในประเทศนี้ที่มีจุดประสงค์ที่ดี มีการดำเนินการบริหารจัดการภายในที่เพียบพร้อม อาจสามารถไม่มีผู้ขอรับทุนที่มีคุณภาพไปทำงานเพื่อสังคมได้ เพียงเพราะว่าผู้ขอรับทุนไม่ทราบว่าปุ่มเข้าไปดูรายละเอียดมันอยู่ตรงไหน ผู้เขียนไม่ต้องการให้พื้นที่แสดงผลข้อมูลประชากรไปตกหล่มเช่นเดียวกันนั้น จึงเสนอว่า เพื่อลดอุปสรรคทางภาษาและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ข้อมูลประชากรที่รวบรวมและเรียบเรียงแล้ว ควรมีการเสนอข้อมูลเป็นแผนที่หรือแผนภาพ หรือการออกแบบใดๆ ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลประชากรเหล่านี้จะสามารถกระทั่งให้ความบันเทิงอันน่าขบคิดกับเด็กคนหนึ่งที่เปิดดูสิ่งนี้ระหว่างที่เดินไปรอบๆ ชุมชนของเขาในเบื้องต้น และในขณะเดียวกัน นักวิจัยประชากรหรือนักบริหารนโยบายก็สามารถกดเข้าไปดูต่อเพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อประโยชน์แบบผู้ใหญ่ได้

 

กล่าวคือ ประตูแรกของการใช้งานอาจมีลักษณะที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ง่าย และเมื่อต้องการข้อมูลที่ลึกลงไปเรื่อยๆ ประตูต่อๆ ไปก็อาจจะมีลักษณะที่ซับซ้อนขึ้นไปด้วยตามความจำเป็น และอาจมีการช่วยลดทอนความซับซ้อนในเชิงภาพลักษณ์ของข้อมูล เพื่อความง่ายต่อการใช้งานข้อมูล ฯลฯ แนวคิดเหล่านี้เป็นอาจความตั้งใจที่มีอยู่แล้วโดยพื้นฐานของนักวิจัยเพื่อการออกแบบภาพ (visual design) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเขาจะต้องมีส่วนในการทำ Action Research นี้ ตั้งแต่ต้น ร่วมกับนักออกแบบในส่วนอื่นๆ เพื่อให้นักวิจัยเพื่อการออกแบบภาพ หรือนักออกแบบภาพ เห็นนัยสำคัญของข้อมูลแต่ละแบบเท่าๆ กับคนอื่นๆ ที่ทำงานเรื่องการจัดการข้อมูลมาตั้งแต่ต้น และสามารถออกแบบการแสดงผลของข้อมูลออกมาได้ตามเจตจำนงของข้อมูลนั้นๆ ด้วยการแสดงผลของข้อมูลแทบจะเป็น “ทั้งหมด” ของความสำคัญในการสร้างความเข้าถึงได้ของข้อมูล และเป็นตัวบ่งชี้ความมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของข้อมูลสำหรับผู้ใช้งาน (เพิ่มความร่วมมือจากมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์)

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูล “เป็นมนุษย์” และ “เพื่อมนุษย์”
ความคิดแบบ Social Positivist (ปฏิฐานนิยมทางสังคม) หรือแบบที่มองมนุษย์เป็นวัตถุแห่งการศึกษาด้วยวิทยาศาสตร์ สามารถถูกศึกษา จำกัด ระบุตัวตนได้ด้วยวิธีแบบที่วิทยาศาสตร์ใช้กับวัตถุอื่นๆ ได้เปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นตัวเลขและจัดหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ วิธีคิดแบบ Social Positivist นี้ฝังลึกเข้าไปผนวกกับศาสตร์ของการบริหารจัดการและสร้างปัญหา (ที่มาพร้อมคุณูปการ) มากมาย

 

หนึ่งในปัญหาดังกล่าวที่ข้อเขียนชิ้นนี้ต้องการจะเน้นย้ำคือการแยกส่วนธรรมชาติของวัตถุ (object) ออกจากวัฒนธรรมของมัน (subject) และความไม่สามารถที่จะเห็นลักษณะของสังคมที่ซับซ้อนมากไปกว่าที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยทางธรรมชาติของมนุษย์ ที่เกิดจากการแสดงผลข้อมูล (display) แต่ข้อมูลธรรมชาติ หรือที่เป็นแบบ Hard Evidence (เช่น อายุ เพศกำเนิด หรือกระทั่ง “ศาสนา” ที่ถูกทำให้กลายเป็นวัตถุวิสัย) เพียงอย่างเดียว เมื่อการแยกส่วนดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับข้อมูล การดำเนินนโยบายหรือการพัฒนาต่างๆ จึงเป็นไปตามการชี้นำโดยข้อมูลนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมาคือการละเลยมุมของวัฒนธรรม กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การบริหารดำเนินไปด้วยวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โดยหลงลืมการถามหาการเชื่อมถึงข้อมูลและวิธีคิดที่อยู่ในมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา ฯลฯ

 

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลภาคสนามจำนวนมากของมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา กลับไม่ได้อยู่ในที่ทางของมัน แต่นอนตายอยู่ในหอสมุดหรือวงสนทนาของนักวิชาการ ข้อมูลเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ได้ถูกนำไป “ใช้” ต่อยอดทั้งในทางวิชาชีพและวิชาการ ถึงแม้มันจะเป็นข้อมูลที่ “เป็นมนุษย์” แต่มันกลับไม่ค่อยได้ช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกันเท่าไรนัก

 

ผู้เขียนเห็นว่าการเยียวยาปัญหาจากข้อมูลทั้งสองฝั่งสามารถทำได้ด้วยวิธีเดียวกัน โดยจะเล่าผ่านตัวอย่างที่จำได้คร่าวๆ จากความทรงจำในการร่วมประชุมวิชาการ รายละเอียดอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่ใจความของเรื่องมีนัยสำคัญที่ผู้เขียนต้องการจะนำเสนออยู่

 

เรื่องก็คือมีชุมชนประมงชุมชนหนึ่งพบปัญหาปลาเป็นโรค กรมการประมงอยากที่จะแก้ไขปัญหานี้ กรมฯ ได้รับตัวเลขเกี่ยวกับชุมชนที่ทำการประมงได้ว่ามีกี่ครัวเรือน และข้อมูลทางชีววิทยาที่ระบุได้ว่าประชากรปลาในบริเวณนั้นเป็นโรคที่กรมฯ มียารักษาให้หายขาดได้ กรมฯ ได้จัดยาเพื่อให้ชาวประมงฉีดลงไปในน้ำ ในจำนวนที่พอดีกับทุกครัวเรือน ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด แต่ปรากฏว่าชุมชนนั้นมีความเชื่ออย่างแรงกล้าเรื่องการไม่ปล่อย “น้ำอื่น” ลงแม่น้ำของพวกเขา ที่มีเทพเจ้าท้องถิ่นเป็นเจ้าของอยู่ หัวหน้าชุมชนไม่เชื่อในการใช้สารเคมี ฯลฯ กรมฯ จะทำอย่างไร? และจะทำอย่างไรบนเงื่อนไขที่การรณรงค์ไม่สามารถทำได้สำเร็จ นี่คือเงื่อนไขและข้อจำกัดของข้อมูลแบบปฏิฐานนิยม คือมันไม่ได้มีเอาไว้เพื่อสื่อสารกับความซับซ้อนของมนุษย์ (ในกรณีที่ยกตัวอย่างนี้คือกรณีที่ข้อมูลไม่สามารถเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือได้ แต่ยังมีกรณีเลวร้ายอีกมากที่ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็นอำนาจในการกดขี่ เช่น กรณีของชนกลุ่มน้อย กรณีของการกำหนดนโยบายอย่างสุดโต่งตามข้อมูลตัวเลข เช่น การกำหนดเขตรับน้ำท่วม ฯลฯ)

 

หลังจากนั่งมองวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนแล้ว กรมฯ (ที่จริงใจกับการแก้ปัญหาเหลือเกิน) ได้มองเห็นว่าชุมชนนี้ถึงจะไม่ปล่อยน้ำอื่นลงในแม่น้ำ แต่พวกเขาให้อาหารเม็ดกับปลาที่พวกเขาเลี้ยง ผู้เขียนจึงขอจบเรื่องง่ายๆ ว่า กรมฯ ก็เอายาที่มีไปผสมกับอาหารเม็ด อัดเม็ดให้ชุมชนใช้เลี้ยงปลาภายในระยะเวลาที่กำหนด ปลาหายป่วย เทพเจ้าไม่โกรธ แฮปปี้ จบ

 

จะเห็นว่าสภาวะ “ปลาหายป่วย เทพเจ้าไม่โกรธ แฮปปี้ จบ” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดการประสานข้อมูลองค์ความรู้ทั้งจากวิถีที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่เป็นปฏิฐานนิยมก็ตาม และจากวิถีที่เป็นศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ มานุษยวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อมูลทั้งหมดจะเกิดพลังในการพัฒนาหรือการต่อยอดในทางต่างๆ ได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถประสานกับข้อมูลอื่นๆ ขึ้นเป็นเครือข่าย เหมือนกับที่ฟุตบอลจะเกิดเป็นเกมได้ก็ต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่ง

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับการทำให้ข้อมูลเป็นมนุษย์ และเพื่อมนุษย์นี้ ไม่ใช่การปฏิเสธข้อมูลตัวเลข หรือข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ (ด้วยน้ำเสียงสุดโต่งแบบเดียวกันกับรุ่นแรกๆ ของแนวคิด “หลังสมัยใหม่”) แต่เป็นความพยายามที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้อย่าง “ไม่ปักใจ” (Skeptic) โดยใช้ร่วมกับข้อมูลที่เป็นมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ที่ผ่านการลงพื้นที่และสำรวจทบทวนวัฒนธรรมตามพื้นที่หรือเฉพาะกลุ่มต่างๆ มาแล้ว

 

หากจะสรุปยอดเป็นข้อเสนอให้ชัดเจนก็คือ ข้อมูลความรู้มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ แทนที่จะไปอยู่ในหอจดหมายเหตุต่างๆ เพียงอย่างเดียว ควรมีการจัดทำการเผยแพร่ใหม่ ให้เชื่อมโยงกับข้อมูลประชากรในแต่ละพื้นที่ เช่น เมื่อผู้ต้องการใช้งานข้อมูลสืบค้นข้อมูลประชากรเกี่ยวกับหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดตราด นอกจากจะเห็นข้อมูลตัวเลขและข้อเท็จจริงแบบ Hard Evidence ต่างๆ แล้ว อาจยังสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เป็นงานศึกษา (โดยเฉพาะจำพวกวิทยานิพนธ์) เกี่ยวกับกลุ่มวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตต่างๆ ในหมู่บ้านนั้นได้ด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการใดๆ เป็นไปได้อย่างง่ายขึ้น โดยในกระบวนการทั้งหมดของการสร้างเครือข่ายข้อมูลเช่นนี้มีเพียงแค่การนำเอาข้อมูลเก่าที่มีอยู่แล้วออกมาจัดระบบเท่านั้น การทำพื้นที่แสดงผลข้อมูลให้เป็นเช่นนี้อาจเป็นการชำระมลทินความ “ไม่มีประโยชน์” ของงานวิชาการมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ย้อนหลังไปได้อีกหลายปี และทำให้การลงทุนเพื่อการศึกษาในระดับวิทยานิพนธ์ กลับกลายเป็นการลงทุนเพื่อสังคมได้ขึ้นมาจริง มากกว่าเป็นการลงทุนเพียงเพื่อความก้าวหน้าในทางวิชาชีพ

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูลเป็นของสาธารณะ, ไม่ใช่แค่เข้าถึง
แม้ในบทย่อยที่ผ่านมา อำนาจในการอธิบายข้อมูลยังคงอยู่ในมือขององค์กร ภาครัฐ และนักวิจัยหรือนักวิชาการ หรือยังคงเป็นกลุ่มชนชั้นนำ (elite) ของสังคม สาธารณชนยังขาดอำนาจในการ “นิยามตนเอง” หากเรานั่งคิดเรื่องนี้กันในยุคที่ข้อมูลยังไม่ถูกอพยพขึ้นมาบนเครือข่ายดิจิทัล มันคงเป็นความเป็นไปได้ยากที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่อำนาจในการนิยามตนเองโดยมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลรองรับในยุคนี้อาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

นอกจากพื้นที่แสดงผลข้อมูลจะทำการแสดงผลข้อมูลจากองค์กรต่างๆ แล้ว มันอาจทำหน้าที่เป็นผู้เปิดรับข้อมูลจากสาธารณะได้ โดยการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มชุมชนหรือวัฒนธรรมสามารถค้นหาพื้นที่ทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อกับตนเอง และทำการป้อนข้อมูลเกี่ยวกับตนเองลงไป โดยมีการนำเสนอของข้อมูลในระดับที่ไม่แบ่งแยกออกจากงานวิจัยและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้วยแนวคิดพื้นฐานที่ว่าข้อมูลใดๆ ควรถูกนำมาพิจารณาร่วมกัน และเท่าๆ กันเพื่อการต่อยอดในการศึกษาหรือกระทำการ อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงและความเข้าใจในการใช้พื้นที่แสดงผลข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยังต้องการการออกแบบและศึกษาต่อไป แต่ภาพรวมโดยย่อของพื้นที่แสดงผลข้อมูลดังกล่าวคือ มันอาจจะออกมาเป็นลูกครึ่งของ Facebook และ Wikipedia ที่มีใจความสำคัญเป็นข้อมูลสาธารณะของภาคประชาสังคม

 

โดยสรุปแล้ว พื้นที่การแสดงผลข้อมูลนี้จะเป็นพื้นที่ที่รองรับการไหลบ่าของข้อมูลจากสี่แหล่งหลัก คือ

  1. ทะเบียนราษฎรจากภาครัฐ (ที่จำเป็นต้องทำเอกสารและตรวจสอบความเป็นไปได้ในทางกฏหมายเพื่อการเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชน)
  2. ข้อมูลจำเพาะจากภาคเอกชนและองค์กรอิสระที่เปิดเผยได้ (ในนามของ CSR หรือการให้ผลต่างตอบแทนก็ตาม)
  3. ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุของสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย
  4. การขอความร่วมมือข้อมูลจากภาคประชาชนและท้องถิ่น

 

ผู้เขียนเสนอให้การเก็บเกี่ยวข้อมูลเริ่มจากแหล่งที่ 3 และ 4 เป็นหลัก โดยเริ่มจากขึ้นพื้นที่เล็กๆ ที่มั่นคงและแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนนั้นๆ จะได้รับตอบแทนในทันที และสามารถสร้างผลเชิงประจักษ์ให้กับงานวิชาการที่ถูกทิ้งจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้ข้อมูลเป็นของประชาชนก่อน และเพื่อประชาชน ถูกตั้งต้นทิศทางของข้อมูลจากประชาชนก่อน ก่อนจะนำข้อมูลที่มีไปใช้ในการต่อรองต่อกับภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับข้อมูลทางการอื่นๆ ที่ต้องการ

 

แม้ Newground จะสนใจในการพัฒนาและแก้ปัญหาของคนรุ่นใหม่ แต่ Newground ที่ได้เคยวิพากษ์การแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยว่าได้ละเลยปัญหาแวดล้อมอื่นๆ ที่มีผลต่อสังคมสูงวัย ไม่สามารถจัดทำพื้นที่แสดงผลข้อมูลต่างๆ เพียงเพื่อ “คนรุ่นใหม่” อย่างเดียวได้ เนื่องเพราะรากฐานของปัญหาทางข้อมูลเป็นปัญหาพื้นฐานที่ทุกคนมีร่วมกัน และหากแก้ไขปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลประชากรนี้ได้ ชีวิตของ “คนรุ่นใหม่” รวมทั้ง “คนอื่นๆ” ก็อาจมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้มากขึ้น, ร่วมกัน