คลังเก็บป้ายกำกับ: มังงะ

การพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนญี่ปุ่น และบทเรียนสำหรับการพัฒนาเยาวชนไทย ภายใต้บทวิเคราะห์การ์ตูนมังงะร่วมสมัย

ณัฐชนน เกิดมั่นคง / Newground Lab

หมายเหตุ:  บทความที่เผยแพร่อยู่ระหว่างตั้งต้นการศึกษาวิจัยต่อ ยังไม่ใช่บทสรุปการศึกษา

เนื่องมาจากผลของโลกาภิวัตน์และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีคิดแบบสมัยใหม่ เยาวชนญี่ปุ่นมีภาระที่ต้องปรับตัวสูง สิ่งที่เป็นประเด็นในการศึกษาครั้งนี้คือ ญี่ปุ่นร่วมกันพัฒนาเยาวชนสู่ความเป็นพลเมืองได้อย่างไรทั้งในเชิงสร้างสรรค์และในเชิงแก้ปัญหา ซึ่งมีภาพรวมของการพัฒนาที่กว้าง แต่งานชิ้นนี้จะเริ่มจากการค้นคว้าถึงสิ่งที่สังเกตได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ คือพฤติกรรมของเยาวชนญี่ปุ่นที่ได้ถูกบันทึกหรือชี้นำลงในสิ่งที่เรียกว่า “การ์ตูนมังงะ”

เหตุที่ยกกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น เพราะความสัมพันธ์ของไทยและญี่ปุ่นมีลักษณะที่น่าสนใจจะเปรียบเทียบอยู่หลายประการ ทั้งสภาพเศรษฐกิจและสังคม ถึงกระนั้น ความเป็นพลเมือง (citizenship) ของเยาวชนญี่ปุ่นยังคงมีความก้าวนำประเทศไทยอยู่ โดยข้าพเจ้าได้ตั้งข้อสังเกตจากปัจจัยดังนี้ (1.) พื้นที่สาธารณะทางความคิด (2.) ความรู้จักตนเอง (self actualization) ภายใต้หลักการของเหตุและผล (ลิขิต ธีรเวคิน, 2556)

ด้วยพื้นฐานของปัจจัยข้างต้น ข้าพเจ้าจึงได้ความคิดตั้งต้นว่า การที่เยาวชนไทยยังไม่ได้ถูกแนะนำให้เห็นถึงความเป็นพลเมือง อาจเพราะยังขาดปัจจัยหล่อเลี้ยงที่คล้ายกันดังกล่าว อันมีผลกระทบในด้านอื่นๆ ตามมา อาทิ ดัชนีความสุขในชีวิตที่ติดลบ การไม่รู้จักตนเองที่แท้จริง ความไม่กล้าแสดงออกทางสิทธิ หรือ รวมกระทั่งการเห็นคุณค่าของชีวิตตนเอง ทั้งนี้เป็นผลกระทบสืบเนื่องไปถึงสุขภาพจิตของเยาวชนที่แย่ลง เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการหาสารัตถะของตัวตน หรือความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผลซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างพลเมือง จนเป็นความสัมพันธ์ที่สืบทอดไปถึงปลายสายคือ การที่เยาวชนไทยที่เข้าไม่ถึงความเป็นพลเมือง ต้องพบกับสภาวะขาด “สิทธิและทรัพยากรสำหรับพลเมือง”

บทนำ

สิ่งที่เยาวชนไทยให้ความสำคัญ ณ เวลานี้ คือความมั่นคงทางชีวิต โดยมีกรอบเงื่อนไขที่สำคัญคือ
สิ่งที่เยาวชนไทยคิดที่จะเลือกที่จะทำต้องได้รับการยอมรับจากสภาพแวดล้อม หรือ การยอมรับทางสังคมจากสภาพแวดล้อมของวัฒนธรรมเก่า ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อปัจจัยการสร้างความเป็นพลเมือง หรือกุญแจสำคัญที่เรียกว่า ความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล อันหมายถึงการได้เลือกตัวตนที่แท้จริง ด้วยความคิดทางตรรกะของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า เยาวชนไทยตอนนี้ตกอยู่ภายใต้กรอบพื้นที่ทางความคิด “แบบอิงสิ่งแวดล้อมของวัฒนธรรมเก่า” หมายถึง การต้องปรับตนตามแวดล้อมมากกว่าการใช้เหตุผลตามวิธีคิดแบบสมัยใหม่ ทำให้ดุลยภาพทางการเมืองของเยาวชนเสียไป
โดยกรณีศึกษาที่ว่า เยาวชนไทยจะเชื่อและให้ความสำคัญกับความถูกต้องของสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม มากกว่าความถูกต้องตามหลักเหตุและผลที่อยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ จาก บท จริยศาสตร์ ของอริสโตเติล (สมบัติ จันทรวงศ์, 2558) เช่น เงินเดือนทั้งหมดเดือนแรกต้องให้บิดาและมารดา โดยที่เมื่อให้ทั้งหมดแล้วก็ยังคงต้องหยิบยืมจากบิดามารดาโดยปกติ หรือ การที่ต้องบวชพระโดยการไปกู้ยืมเงินมาอย่างมหาศาล รวมถึงการที่ลูกข้างบ้านรับราชการแต่ตนทำเอกชน ไม่เป็นที่สร้างหน้าสร้างตาแก่พ่อและแม่ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ปรากฏการณ์ดังกล่าวสมควรเป็นที่ถูกจับตามองว่า อะไรคือ “สมดุลของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทย” หมายถึง ความสมดุลกันระหว่างหลักเหตุผล และ สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม และมันมีอยู่อย่างพอดีแล้วหรือไม่ หากเมื่อไม่มีสมดุลแล้วอาจทำให้เกิดวาทกรรมกดทับ ส่งผลต่อกระบวนการคิดของเยาวชนที่เมื่อจะทำหรือแสดงออกในสิ่งที่คิดว่าดีด้วยหลักเหตุผลแล้ว กลับยังต้องแบกรับวาทกรรมการยอมรับจากสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเก่าของสังคมไทย

อย่างไรก็ดีภายใต้บทวิเคราะห์การ์ตูนมังงะร่วมสมัย ข้อสังเกตเบื้องต้นพบว่าเยาวชนไทยส่วนมากที่รับชมการ์ตูนร่วมสมัย ตั้งแต่ยุคโชวะจวบจนเฮเซ (ค.ศ.1989 – ปัจจุบัน) เยาวชนไทยเหล่านี้พฤติกรรมเบื้องต้นจะเป็นเยาวชนที่กล้าแสดงออก สิ่งที่พบเห็นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์คือ กิจกรรมในการวิ่งนารูโตะที่ มธ. (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2560) หรือการแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูน (cosplay) ตามเทศกาลรวมพลคนรักการ์ตูน โดยเงื่อนไขหนึ่งที่เป็นที่น่าสังเกต คือ กิจกรรมดังกล่าวที่ข้างต้นยังอยู่ในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเฉพาะกลุ่ม

แต่กระนั้นแล้ว เมื่อกิจกรรมดังกล่าวมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะทางความคิดในทางประชาสังคม (Civil Society) อย่างแท้จริงแล้ว กลับเกิดความกลัวที่จะติดต่อกับบริบทสิ่งแวดล้อมทางความคิดอื่นๆ อาทิ การวิ่งท่านารูโตะ ที่จัดขึ้นในสวนสาธารณะ ม. บูรพา 2560 พบว่า เมื่อผู้ร่วมกิจกรรมวิ่งมาระยะหนึ่งพอสมควรและได้พบเจอกับผู้คนโดยทั่วไปที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรม ผู้ร่วมกิจกรรมดังกล่าวจะกลับมาเปลี่ยนท่าวิ่งตามปกติตามที่คนโดยทั่วไปวิ่งกัน ซึ่งแตกต่างจากกิจกรรมลักษณะเดียวกันที่มหาวิทาลัยธรรมศาสตร์ โดยผู้ร่วมกิจกรรมวิ่งท่านารูโตะตั้งแต่ต้นจนจบรายการ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเฉพาะกลุ่มที่แข็งแรงกว่า และไม่ได้เผชิญหน้ากับพื้นที่สาธารณะทางความคิดอื่นๆ

พฤติกรรมการแสดงออกดังกล่าวหากไปแสดงออกในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเดิม หรือสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเดิมของไทย ปัจจัยที่จะทำให้วัฒนธรรมเดิมยอมรับก็จะมีเพิ่มขึ้นมา เช่น การนอบน้อมถ่อมตนทางวัฒนธรรม อย่างในกรณีศึกษา เช่นในรายการ (The X Factor Thailand, 2560 ) โดยนักร้องนำได้แต่งตัวตามแบบตัวการ์ตูนและแสดงออกถึงสถาบันความคิดของตน ซึ่งกรณีดังกล่าว นักร้องได้เข้าไปในโซนพื้นที่ทางความคิดที่มีอยู่ก่อน และจำเป็นต้องมีการแสดงออกที่ปรับเปลี่ยนไปจากปกติ สิ่งที่น่าสังเกตคือ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้แสดงออกโดย “โจมตีวัฒนธรรมความคิดเก่าเดิมที่มีอยู่ก่อน” พวกเขาเพียงอยู่ในกรอบพื้นที่ทางความคิดเดิมนั้น และขอแสดงพื้นที่ทางความคิดของตนให้เห็นบ้าง ไม่ใช่การขยายพื้นที่ทางความคิดในพื้นที่สาธารณะ (หมายถึงการบ่งบอกตัวตนของตนเองแต่ไม่ได้ชักชวนหรือชักนำให้คนอื่นต้องทำตาม) สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อพวกเขาไม่ได้ต่อรองกับอำนาจทางความคิดเดิม คือการได้รับความยอมรับโดยสายตาของความเอ็นดูจากวัฒนธรรมเดิม ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนนัยสำคัญของพื้นที่สาธารณะทางสังคมอย่างที่พลเมืองมีสิทธิที่จะต่อรอง

ข้อสังเกตที่ได้จากทั้งสองกรณีศึกษา คือ การอยู่ในการแสดงออกในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดตน กับ นอกพื้นที่อิทธิพลความคิดตน กลายเป็นการแยกนัยสำคัญของความเป็นเยาวชนเองออกจากพื้นที่การต่อรองอำนาจทางสังคม กล่าวคือ เยาวชนไม่ได้มีโอกาสใช้ความเป็นตัวของตัวเองหรือความรู้จักตนเองอย่างเด็มที่ เมื่อต้องสวมบทบาทของพลเมือง

เมื่อเกิดลักษณะของ “การจีบวัฒนธรรม” ให้วัฒนธรรมทางความคิดเก่ามองเห็นและเอ็นดูแล้ว จึงอาจค่อยเข้าสู่กระบวนการต่อไป คือ การประนีประนอมทางวัฒนธรรมความคิด ซึ่งนี้ถือเป็นลักษณะเด่น หรือเป็นกุญแจสู่การสร้างความเป็นพลเมือง เพราะในกรณีศึกษาดังกล่าวทำให้เกิดความหลากหลายทางพื้นที่วัฒนธรรมความคิด ซึ่งเป็นลักษณะของ “เจตจำนงร่วม” ตามทฤษฏีของ รุสโซ ที่ว่าเสียงส่วนมากคือ ฉันทามติ (สมบัติ จันทรวงศ์, 2558) ฉันใดฉันนั้น การที่เสียงส่วนน้อยอย่างนักร้องเพลงการ์ตูน หรือกลุ่มคนวิ่งนารูโตะในกรณีศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา ถือเป็นผลสำเร็จทางการสื่อสารที่ดี อันอาจมองได้ว่าเป็นความพยายามแก้ปัญหาในเรื่องของสมดุลวัฒนธรรมทางความคิด ที่จะเป็นประเด็นถกเถียงในบทความนี้ ว่าจะก้าวต่อจากกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นโอกาสในการสร้างสมดุลทางวัฒนธรรมทางความคิด เพื่อการสร้างพลเมืองในเยาวชนไทยได้อย่างไร โดยเริ่มวิเคราะห์จากสื่อการ์ตูนมังงะร่วมสมัย

บทเรียนจากการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยกับแง่คิด ทัศนคติ และมุมมองต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนญี่ปุ่น

ในสังคมญี่ปุ่น ความตระหนักต่อระเบียบแบบแผนการดำรงชีวิตถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากพบพฤติกรรมที่แตกต่างก็จะถูกสังคมเพ่งเล็งในทางที่ไม่ดีต่อตนได้ (รายการดูให้รู้ ด้านมืดของญี่ปุ่น, 2559) อาทิ การมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับคนหมู่มาก เช่นในวัยเด็ก ถ้าเรียนไม่เก่งก็จะถูกเพื่อนแกล้งหรือไม่ให้เข้าสังคมกลุ่ม ในวัยรุ่นตอนต้นหากไม่เข้าร่วมพฤติกรรมที่กลุ่มทำ (clines) ก็อาจจะไม่มีที่ยืนในสังคม หรือการที่ในช่วงระยะเวลาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นอย่างเต็มตัว ถ้าไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์หรือบุคลิกของตนให้ดีได้ก็จะถูกเมินเฉยต่อปฏิสัมพันธ์ด้านต่างๆ อย่างในมังงะแอนิเมชันร่วมสมัยและรวมที่เป็นมังงะเล่มเรื่อง Masamune-kun no Revenge โดยเนื้อเรื่องย่อ พระเอกเป็นหนุ่มอ้วนที่ถูกเพื่อนหลอกใช้ เพราะด้วยบุคลิกที่กลุ่มเพื่อนไม่ต้องการให้เข้าพวก ต่อมาพระเอกต้องเปลี่ยนบุคลิกตัวเองให้มีรูปลักษณ์ที่ดี เพื่อที่จะให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลในสังคม

มีเยาวชนญี่ปุ่นอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกรอบในการพัฒนาตนเอง ไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองได้ เยาวชนกลุ่มนี้ก็มีบางส่วนที่กลายเป็นโรคขังตัวเองอยู่ในห้อง (ฮิคิโคโมริ) ซึ่งอาการดังกล่าวจะเก็บตัวอยู่ในห้องไม่กล้าไปพบเจอสังคม (รายการดูให้รู้ ด้านมืดของญี่ปุ่น, 2559) การ์ตูนมังงะที่สะท้อนปรากฏการณ์ดังกล่าว อาทิ Naruto, One Piece, Attack on Titan, Digimon Adventure และอื่นๆ อีกมากมายที่ข้าพเจ้าอาจจะตกสำรวจ การ์ตูนมังงะดังกล่าวในข้างต้น มีเนื้อหาใจความที่ตัวละครนำเสนอในเรื่องของการผจญภัยและพบเจอกับอุปสรรค เมื่อถอดรหัสออกมาพบว่าสารสาระในการ์ตูนมังงะดังกล่าวล้วนมีส่วนที่เชื้อเชิญหรือกระตุ้นให้เยาวชนผู้ได้รับชมมีกำลังใจที่จะกลับมาอีกครั้งในสังคม ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระที่ยังสนับสนุนด้วยการ ให้ความสำคัญต่อเยาวชน 

ความน่าสนใจอีกประการคือสิทธิพลเมืองตามรูปแบบเสรีประชาธิปไตยในญี่ปุ่น สิ่งที่หล่อเลี้ยงปรากฏการณ์ข้างต้น คือการ์ตูนมังงะที่สะท้อนมุมมองสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียม อาทิ Maid Dragon (Cool-kyou-shinja, 2013) โดยเนื้อเรื่องให้ความสำคัญกับตัวแสดงที่เป็นผู้หญิงมาก โดยต้องการสร้างตัวตนใหม่ๆ ให้กับสตรีเพศในการแสดงสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สาธารณะญี่ปุ่น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิรูปสภาพของวัฒนธรรมทางสังคม  หลักฐานที่ทำให้เห็นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ คือการที่สตรีเพศในญี่ปุ่นเริ่มที่จะได้ทำงานที่สมัยก่อนจำกัดเพียงให้ผู้ชายทำได้เท่านั้น อันเนื่องมากจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม (WPR, 2016) ที่ส่งเสริมให้เป็นเช่นนั้น และได้ถูกนำเสนอผ่านทางการ์ตูนมังงะข้างต้น

ผลสืบเนื่องจากปรากฏการณ์ข้างต้นทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมือนกันและความแตกต่างของพื้นที่วัฒนธรรมทางความคิดของเยาวชนญี่ปุ่นและไทยบนสื่อ เบื้องต้นได้ตั้งข้อสังเกตดังนี้

การ์ตูนมังงะร่วมสมัยของเยาวชนญี่ปุ่น กับ สื่อโดยทั่วไปที่นำเสนอภาพเยาวชนไทย

 

ในตารางที่ปรากฏ วัฒนธรรมความคิดของไทยและญี่ปุ่นมีบริบทอันเป็นที่น่าสังเกตคือการให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมทางความคิด สิ่งที่แตกต่างคือ การให้ความสำคัญต่อเยาวชน และ อิทธิพลของตัวแสดง

การเปรียบเทียบความสัมพันธ์เชิงซ้อนในการถอดรหัสของการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น

ในบริบทของประเทศไทย การถอดรหัสของการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นเท่าที่สังเกตได้อย่างเป็นเชิงประจักษ์ อันได้แก่ เทศกาลแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูน (cosplay) ของเยาวชนไทย จากการสำรวจโดยมีประสบการณ์ร่วม เยาวชนไทยจะให้ความสนใจกับตัวละครเอก เช่น แต่งตัวเป็น นารูโตะ หรือ ซาซึเกะ จากเรื่องนารูโตะ รวมถึงการ์ตูนคู่หูคู่เคียงของการ์ตูนนารูโตะอย่าง วันพีช ก็จะให้ความสนใจในลูฟี่ หรือ ซันจิ หรือการจองตัวละครของกลุ่มเด็ก เช่นใน ฮีโร่ขบวนการห้าสี ในกลุ่มเด็กประถมมักจะจองตัวละครสีแดงที่เป็นละครเอกมากกว่าตัวละครสีอื่นๆ

การสำรวจดังกล่าวอาจทำให้อุปมาได้ในเบื้องต้นว่า เยาวชนไทยมีพื้นฐานทางการประกอบสร้างตัวตนผ่านมังงะญี่ปุ่นควบคู่ไปกับ “การสร้างภาพลักษณ์แบบตัวละครเอก” ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นการกลับด้านกลับมุม (revers) หรือการเลือกนำเพียงบางส่วนของมังงะญี่ปุ่นที่เข้ากันได้กับสิ่งแวดล้อมทางความคิดแบบไทยอยู่แล้ว กลับมาหล่อเลี้ยงพื้นที่วัฒนธรรมทางความคิดแบบไทยให้มีความแข็งแรงต่อไปได้ เช่น เยาวชนรุ่นใหม่ถูกครอบด้วยวาทกรรมในการสร้างภาพลักษณ์แบบตัวละครเอก เพื่อตอบสนองต่ออิทธิพลทางความคิดแบบเดิมคือความกตัญญูในมายาคติแบบไทย การยัดเยียดความกตัญญูโดยการกำกับบริบทความเป็นอยู่ของบิดามารดา ผลกระทบที่ตามมาอาจได้แก่ ทำให้บริบทความเป็นพลเมืองสำหรับผู้สูงอายุหายไป เพราะไม่มีพื้นที่ในการตัดสินใจด้วยตนเอง ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่สำคัญต่อการสกัดกั้นการสร้างความเป็นพลเมืองต่อทุกภาคส่วน เพราะผลจากการกระทำของเยาวชนไทยที่ถอดรหัสออกมาจากมังงะญี่ปุ่นว่า การเป็นตัวละครเอกแบบในการ์ตูน คือการที่จะต้องไปจัดแจงชีวิตของผู้อื่น เพราะคิดว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี

เมื่อเปรียบเทียบกับการถอดรหัสของการสร้างความพลเมืองของเยาวชนของญี่ปุ่น เยาวชนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญในตัวตน ความสนใจของตนเองและให้ความสนใจต่อระบบโครงสร้างที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดการถูกเหยียดหยามได้ในที่สาธารณะชน โดยถ้าฟังโดยรวมแล้วก็ไม่ได้ผิดแปลกแตกต่างอะไรจากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมทางความคิดแบบไทยเลย เพียงแต่จุดร่วมที่แตกต่าง คือการที่เยาวชนญี่ปุ่นจะรู้ซึ่งหน้าที่ และ ไม่ก้าวกายหน้าที่ของกันละกัน ซึ่งถ้าไปก้าวกายของหน้าที่ซึ่งกันและกันเข้า วัฒนธรรมญี่ปุ่นถือว่าเป็นการดูถูก วัฒนธรรมทางสิ่งแวดล้อมแบบนี้ จะเป็นการก่อรากสร้างฐานในการพัฒนาความเป็นพลเมืองได้อย่างดีเยี่ยม เพราะรักษาเสถียรภาพความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล ได้เป็นอย่างดี

อย่างในกรณีศึกษาเปรียบเทียบทางสื่อที่มาจากรากฐานทางสิ่งแวดล้อมของทั้งสองวัฒนธรรม ตัวอย่าง ภาพยนตร์โฆษณา Forget Me Not ของไก่ย่างห้าดาว ที่ต้องการนำเสนอว่าการที่นำพาแม่ไปที่บ้านพักคนชรา ถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย ซึ่งชุดความคิดนี้ก็ถือได้ว่าเป็นที่ยอมรับ เพียงแต่ประเด็นปัญหาที่ข้าพเจ้าสังเกต คือการที่มารดาตัดสินใจที่จะไปบ้านพักคนชราเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของลูกนี้ กลับไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งนี้จะเป็นการผลิตซ้ำให้ไม่เกิดการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง เพราะถูกตีกรอบด้วยสภาพแวดล้อมที่ให้เหตุผลเอาไว้ว่าการตัดสินใจของคนชรา (หรือคนอื่น) ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ หากมองเปรียบเทียบกับสื่อที่ใกล้เคียงการ์ตูนมังงะญี่ปุ่น ชุดวัฒนธรรมทางความคิดที่ไปในทิศทางหรือเฉกเช่นเดียวกันกับกรณีศึกษาดังกล่าวยังคงมีให้พบเห็น เช่น ละครซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่อง I am Home ep. 7 ที่มีเงื่อนไขเหมือนกรณีศึกษาของไทยเบื้องต้น เพียงแต่จุดแยกที่แตกต่าง คือการตัดสินใจของผู้สูงอายุได้รับการตอบสนอง ทำให้เยาวชนญี่ปุ่นรุ่นหลังได้ทราบถึงว่า การที่จะให้คุณพ่อหรือคุณแม่ได้พักที่บ้านคนชรายามชราภาพไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ผลิตซ้ำด้วยการเคารพในหน้าที่ของซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกรณีศึกษาผ่านสื่อที่สำคัญของการพัฒนาความเป็นพลเมือง

บทสรุป

ตารางบทเรียนจากการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยเปรียบเทียบกรณีเชิงสำรวจในเยาวชนไทย

ในสื่อการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นนั้นจากองค์ประกอบที่กล่าวมาทำให้ทราบถึงการพัฒนาความเป็นพลเมืองโดยสังเกตได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านทัศนคติของตัวละคร ซึ่งตัวละครที่กล่าวมาคือผลผลิตจากสภาวะโลกจริงที่เยาวชนญี่ปุ่นได้รับผลกระทบและเป็นอยู่

สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งยวด คือการสกัดกั้นกันของวัฒนธรรมทางความคิดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของไทย โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวจะไม่ให้เกิดความหลากหลายทางพื้นที่สาธารณะทางความคิดซึ่งนั้นถือได้ว่าเป็นผลร้ายและโดยรวมต่อการสร้างความเป็นพลเมือง เพราะถ้าเยาวชนไทยไม่มีความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล อย่างที่ได้อธิบายในข้างต้น ก็จะเป็นการขัดขวางมิให้เกิดเจตจำนงร่วมในทฤษฏีทางพลเมืองที่รุสโซเป็นผู้กล่าวนำไว้

ปัญหาที่อยู่นอกเหนือจากบทความนี้ คือ สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมก็มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาความเป็นพลเมือง ปรากฏการณ์นี้ถือว่าเป็นที่ทราบกันโดยสามัญหรือทั่วไป

ความหวังต่อการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนไทย

กรณีที่น่าเป็นที่ยินดีคือการที่เยาวชนไทยผู้ที่ให้ความสนใจในสื่อการ์ตูนมังงะร่วมสมัย พวกเขาเหล่านี้จะเป็นผู้ที่กล้าแสดงออก และสามารถที่จะกล้านำเสนอพื้นที่อิทธิพลทางความคิดของตน โดยที่เคารพสิทธิของวัฒนธรรมที่มีความคิดชุดเดิมอยู่ ประเด็นดังกล่าวที่ข้าพเจ้าสังเกตได้คือพฤติกรรมนี้คือสัญญาณเริ่มต้นในการยืนยันถึงความนิยมในความรู้จักตัวเองหรือเป็นตัวของตัวเองภายใต้หลักการของเหตุและผล ซึ่งเป็นการถอดรหัสชุดเดียวกันของเยาวชนญี่ปุ่น อันจะเป็นการสร้างความเป็นพลเมืองได้อย่างสมเหตุสมผลภายใต้ทฤษฎีของความเป็นพลเมืองอย่างสากล

บรรณานุกรม

Cool-kyou-shinja (ผู้กำกับ). (2013). maid dragon [ภาพยนตร์].
Eiichiro Oda (ผู้กำกับ). (1998). one piece [ภาพยนตร์].
hajime isayama (ผู้กำกับ). (2009). attack on titan [ภาพยนตร์].
Hazuki (ผู้กำกับ). (2012). Masamune-kun no Revenge [ภาพยนตร์].
mamoru Hosoda (ผู้กำกับ). (1999). Digimon adventure [ภาพยนตร์].
masashi (ผู้กำกับ). (ม.ป.ป.). naruto [ภาพยนตร์].
The Editors. (12 october 2016). World Political review. เข้าถึงได้จาก https://www.worldpoliticsreview.com: https://www.worldpoliticsreview.com/trend-lines/20172/japan-tries-to-promote-women-s-rights-but-cultural-norms-stand-in-the-way
สมเกียรติ วันทะนะ. (2552). อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย. กรุงเทพ: อักษรข้าวสวย.
ลิขิต ธีรเวคิน. (9 ธันวาคม 2556). กรองสถานการณ์. (อดิศักดิ์ ศรีสม, ผู้สัมภาษณ์)
สมบัติ จันทรวงศ์. (2558). ประวัติศษสตร์ปรัชญาการเมือง. กรุงเทพ: คบไฟ.
thai pbs (ผู้กำกับ). (2559). ดูให้รู้ มุมมืด มองญี่ปุ่นอีกด้าน [รายการโทรทัศน์].