Participatory Culture วัฒนธรรมใหม่ในโลกออนไลน์

คนรุ่นใหม่ไม่ใส่สังคมจริงหรือ? เมื่อดูจากภาพรวมของสังคมปัจจุบัน ที่หลายๆ คนเรียกขานมันว่า “สังคมก้มหน้า” ก็ดูเหมือนจะจริงที่พวกเขาจะสนใจอยู่แต่ในโลกส่วนตัว นิตยสาร Time เคยให้คำจำกัดความของคนรุ่นใหม่ที่เกิดในปี 1980 – 2000 ว่า Generation Me พวกเขาหมกหมุ่นเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง เสพติดการมีภาพลักษณ์ดีๆในโลกโซเชียล แต่นั่นเป็นเพียงภาพจำด้านเดียวของเหล่ามิลเลนเนียลเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม Participatory Culture วัฒนธรรมใหม่ในโลกออนไลน์

จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

ถ้าพูดถึงปัญหาวัยรุ่น เรานึกถึงอะไรเด็กติดเกมส์ คุณแม่วัยใส การมั่วสุมเสพยา ความรุนแรง การกลั่นแกล้งในกลุ่มเพื่อน หนีเที่ยวกลางคืน เด็กแว๊นซ์รถยามวิกาล ฯลฯ ส่วนหนึ่งในทางแก้ยอดฮิตคือเราต้องสร้างจิตสำนึกให้กับวัยรุ่น” โดยเหมือนเราจะลืมไปว่า จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

อ่านเพิ่มเติม จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

การศึกษายุคใหม่ควรไปทางไหนดี กับสถิติจากนานาประเทศ

การศึกษายุคใหม่ควรไปทางไหนดี กับสถิติจากนานาประเทศ

หนึ่งในความขัดแย้งยอดนิยมเรื่องการศึกษาคือการปะทะทางความคิดกันระหว่าง “การศึกษาที่เน้นความรู้พื้นฐานวิชาการ เสริมสร้างวินัย” กับ “การศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเอง” อย่างเช่นเรื่องการแต่งเครื่องแบบที่ฝ่ายหนึ่งจะมองว่าทำให้เด็กมีระเบียบวินัย ส่วนอีกฝ่ายมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเด็ก เด็กควรมีสิทธิเลือกว่าเขาควรแต่งตัวแบบที่เขารู้สึกสบายใจ 

ความขัดแย้งที่ว่าไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นกันทั่วโลก Pew Research Center สถาบันวิจัยจากสหรัฐได้ทำการสำรวจ 19 ประเทศทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า 14 ประเทศ และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังเติบโตอีก 5 ประเทศ ได้ผลออกมาดังนี้

 

1. เศรษฐกิจยิ่งก้าวหน้า ยิ่งส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง

ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า พบว่าส่วนใหญ่มองว่าความคิดสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเองสำคัญกว่า อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่เลือกความคิดสร้างสรรค์กับระเบียบวินัยก็ต่างกันไม่มาก และประเทศพัฒนาแล้วอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสก็มองว่าวินัยและความรู้พื้นฐานสำคัญกว่าความคิดสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง

ส่วนในประเทศเศรษฐกิจกำลังเติบโตส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวินัยและความรู้พื้นฐานมากกว่า แต่เซอร์ไพรส์ที่ประเทศจีน ประเทศที่ปกครองแบบอำนาจนิยมคนที่ตอบแบบสำรวจมองว่าความคิดสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเองสำคัญกว่า

 

2. การเลือกว่าการศึกษาควรเน้นวินัยหรือความคิดสร้างสรรค์ เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองของคนตอบแบบสอบถาม

คนที่มีแนวคิดค่อนไปทางฝั่งซ้าย (ลิเบอรัล) มักจะชอบการศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ ส่วนคนที่มีแนวคิดค่อนไปทางขวา (คอนเซอร์เวทีฟ) มักจะสนับสนุนการศึกษาที่เน้นระเบียบวินัย โดยเฉพาะในสหรัฐที่ช่องว่างระหว่างคอนเซอร์เวทีฟกับลิเบอรัลห่างกันชัดเจน 67 ต่อ 33 นอกจากนี้ อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดคือกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจก้าวหน้า คนที่เป็นลิเบอรัลมีมากกว่า

 

3. คนยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งสนับสนุนการศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์มากกว่าวินัย

คนอายุ 18-34 ส่วนมากคิดว่าความคิดสร้างสรรค์สำคัญกว่าวินัย ในขณะที่คนอายุ 50 ปีขึ้นไปต้องการเน้นวินัยในการศึกษามากกว่า (ซึ่งก็คือแนวคิดของ Gen Y หรือ มิลเลนเนียล ปะทะกับ Baby Boomer นี่เอง) ซึ่งเมื่อดูจากชาร์ตแล้วจะเห็นความแตกต่างของ 2 เจเนอเรชั่นได้อย่างชัดเจน ยกเว้นในประเทศจีนทั้งสองรุ่นมีความต่างทางความคิดไม่มากนัก

 

4. ประเทศจีนมองว่าการสอนที่ดีที่สุดต้องมีความคิดสร้างสรรค์และวินัยพอๆ กั

ถึงแม้ในภาพรวมประเทศจีนจะให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์มากกว่า คนตอบแบบสอบถามจากจีนจำนวนไม่น้อย (28%) มองว่าควรให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง ทาง Pew Research Center มองว่า เพราะการสอบวัดผลของประเทศจีนยังเน้นไปที่การท่องจำเนื้อหาจากตำราอยู่

ส่วนในประเทศไทยนั้น ถึงแม้ทาง Pew Research Center ไม่ได้มาเก็บสถิติ แต่เมื่อดูจากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว พบว่าเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์และให้นักเรียนเป็นตัวของตัวเอง อย่างเช่นในโครงการการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ที่วางแผนโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เน้นไปที่การพัฒนา 3 ทักษะนี้

  1. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
  2. การคิดอย่างมีวิจารณญานและการแก้ปัญหา
  3. การสื่อสารและความร่วมมือ

นอกจากนี้ ยังกำหนดบทบาทของครูใหม่ จากการเป็นผู้สอนโดยตรง เปลี่ยนเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และมีหน้าที่กระตุ้นความคิด ให้นักเรียนสามารถประยุกต์ความรู้ที่เกิดขึ้นในห้องมาเป็นทักษะชีวิตได้

 

แต่ทว่าในทางปฏิบัติแล้วยังคงมีปัญหาอยู่ เช่น ต้องการความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ต้องการให้นักเรียนไว้ผมตามกฎและใส่เครื่องแบบให้ถูกระเบียบ เช่นเดียวกับการตากแดดเข้าแถวตอนเช้า รวมถึงการสอนก็ยังคงเน้นท่องจำและไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกทางความคิดเท่าที่ควร

 

“นักเรียนเป็นคนที่มีอำนาจน้อยสุดในโรงเรียน การที่เด็กไปอธิบาย ต่อรองกับครู สุดท้ายก็แพ้ เพราะครูมีอำนาจมากกว่า… หรืออย่างเราเคยแย้งว่าข้อมูลที่ครูพูดมาไม่ถูก แล้วครูคงโกรธ ถามกลับมาว่าไปเอาข้อมูลมาจากไหน เราก็บอกว่าเคยได้ยินมาจากคนอื่น ครูก็อ้างว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีหลักฐาน เหมือนครูไม่ได้ยอมรับ” วริษา สุขกำเนิด อดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ให้สัมภาษณ์เอาไว้

 

เพราะถึงแม้ส่วนกลางจะมีนโยบายให้เปลี่ยน แต่ความคิดของครูผู้สอนอาจจะยังไม่สามารถปรับได้เร็วตามแผนของกระทรวง รวมถึงวิธีคิดของหน่วยงานรัฐด้านการศึกษาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปตามแผน

 

“ปัญหาคือเข้ามาในโครงสร้างอำนาจเหมือนเดิม มีการสั่งงานแบบเดิมอยู่ ครูรุ่นใหม่คิดว่าตัวเองจะมีอิสระเต็มที่แต่จริงๆคือไม่มี เพราะถูกสั่งจากเขตพื้นที่ จากส่วนกลาง ต้องรับโครงการนั้นนี้มา”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

 

สุดท้าย มันก็ไม่สามารถสรุปได้ตายตัวหรอกว่าการเรียนการสอนแบบใดดีที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่เราบอกได้คือถ้าวางแผนอะไรไว้ เราก็หวังว่าจะเป็นไปได้ตามนั้น แล้วประเมินกันว่าการศึกษาแบบเน้นวินัยหรือความคิดสร้างสรรค์ อันไหนเวิร์คกับสภาพสังคมปัจจุบันมากกว่ากัน

ที่มา

Political Entrepreneur นวัตกรรมก็รู้เรื่อง การเมืองก็แอคทีฟ

นี่สิ ผู้นำที่โลกต้องการ  เพราะการเมืองอยู่รอบตัวเราทุกคน

เราอยู่ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเติบโตแบบก้าวกระโดด แทบเล็ตที่แรงพอๆ กับคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจนฉลาดกว่าคน รถที่ไปถึงที่หมายโดยไม่ง้อคนขับและไม่ใช้น้ำมัน การตัดแต่งพันธุกรรม และการพัฒนาระบบประสาทที่เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดนี้คือเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และกำลังจะเป็นที่แพร่หลายในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม Political Entrepreneur นวัตกรรมก็รู้เรื่อง การเมืองก็แอคทีฟ

เยาวชนกำลังสิ้นหวัง…หรือไร้อำนาจกันแน่?

ถึงแม้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยจะมีเฟซบุ๊ค และเป็นสมาชิกกลุ่มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเหนียวแน่น ที่มาพร้อมกับรูปดอกไม้และถ้อยคำ “สวัสดีวัน…” ได้อย่างดี แต่พอพูดถึงโซเชียลมีเดียกับเด็กแล้ว หลายๆ คนกลับกังวล และมองสื่อออนไลน์เหล่านั้นเป็นภัยคุกคามเยาวชน เอาง่ายๆ ขนาดคำว่า Media Literacy เมื่อมาอยู่ในบริบทไทยเราใช้คำว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” สะท้อนให้เห็นว่าสื่อคือภัยที่ทำร้ายเราได้ถ้าไม่รู้ทัน

 

ถ้าเรา Google ด้วยคำว่า “เด็ก โซเชียลมีเดีย” จะพบผลการค้นหาลำดับต้นๆ ดังนี้

  • “เข้าโซเชียลมีเดีย เด็กเสียอะไร”
  • “โซเชียลมีเดีย สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น”
  • “วัยรุ่นติดโซเชียล”
  • “วิจัยชี้โซเชียลมีเดีย ตัวการบั่นทอนความสุขของเด็กวัยรุ่น”

 

สอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีความสัมพันธ์พรูเด็นเชียลประจำปี 2559 ที่รายงานว่าพ่อแม่จำนวน 42% กังวลว่าลูกใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์นานเกินไป

 

ถึงอย่างนั้นก่อนที่จะไปตำหนิคนรุ่นใหม่ด้วยคำว่าพูดประมาณว่า “Gen Me เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง” เราลองย้อนถามตัวเองสักนิดไหมว่า “ทำไมเด็กยุคใหม่ถึงใช้สื่อโซเชียล” และสำคัญที่สุด “สื่อโซเชียลเป็นภัยจริงหรือ”

 

ในปี 2005 ยุคที่ Youtube เพิ่งเริ่มตั้งไข่ และยังไม่มี Facebook, Line, Instagram หรือ Snapchat ใดๆ Ruta K Valaitis นักวิจัยชาวอเมริกัน ได้ทำวิจัยในหัวข้อที่ว่า Computers and the Internet: Tools for Youth Empowerment

 

งานวิจัยนี้สำรวจการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตของเด็กมัธยมต้นในโรงเรียนหนึ่งที่เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา โดยผู้วิจัยและทีมงาน จะให้เด็กกลุ่มนั้นทำโครงการเพื่อสังคมขึ้นมาหนึ่งชิ้น ในเวลา 3 เดือน แล้วนักวิจัยจะเข้าไปสอบถามเด็กๆ สัปดาห์ละ 3 วัน สอบถามข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต ซึ่งเด็กๆ เหล่านั้นต้องใช้เพื่อติดต่อกับเพื่อนๆ ครูอาจารย์ และผู้ใหญ่ในชุมชน ตลอดระยะเวลาโครงการ และดูมุมมองของเด็กๆ ว่าพวกเขาเห็นคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตอย่างไร

 

ผลของการสำรวจก็คือ “เด็กๆ มองว่าคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้ตัวเองกล้าพูดกล้าทำมากขึ้น และควรส่งเสริมเด็กๆ ให้ใช้เทคโนโลยีนี้ในการพัฒนาสังคมของพวกเขา”

 

และนี่คือเหตุผลที่เด็กๆ กลุ่มตัวอย่างตอบเมื่อ 13 ปีที่แล้วว่า คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตมันดีอย่างไร

  1. ลดความอึดอัดในการสื่อสาร

  2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในวงสังคม

  3. เปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนตัวเอง

  4. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์แบบใหม่ที่ลดระยะเวลาในการติดต่อสื่อสาร หาข้อมูลได้มหาศาล และช่วยจัดเก็บข้อมูล

 

โดยเฉพาะข้อที่ 1 ที่เด็กๆ มองว่าพวกเขาสบายใจเวลาสื่อสารผ่านโลกออนไลน์มากกว่า เพราะมันทำให้เขาสามารถพูดออกไปโดยไม่ต้องกังวลกับแรงกดดันของอีกฝ่ายที่จ้องมองเราอยู่ ทำให้เด็กรู้สึกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายควบคุมในการพูดคุยมากขึ้น โดยที่พวกเขาไม่ต้องกังวลกับลำดับสูง-ต่ำทางชนชั้นในสังคม

 

kidshelpphone.ca เว็บไซต์ตอบปัญหาสุขภาพจิตวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกามองว่า เด็กและวัยรุ่นในสมัยนี้จำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง เพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าใช่ในสายตาผู้ใหญ่

 

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากค่านิยมของสองยุคที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างผู้ปกครองที่เป็นคนรุ่น Baby Boomer ที่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่าทุกคนควรอดทนและปรับตัวเองให้เข้ากับค่านิยมหลักของสังคม กับยุค Gen Y ที่ให้ค่าการแสดงออกที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การแสดงออกของ Gen Y หลายๆ ครั้ง ผู้ใหญ่มักส่งปฏิกริยาต่อต้านกลับไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าแสดงออกตรงๆ

 

ด้วยเหตุนี้เองการสื่อสารทางออนไลน์ใช่ว่าจะเป็น “สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น” เสมอไป แต่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของเยาวชนที่สามารถแสดงออกในสิ่งที่คิดได้อย่างเต็มที่ การมีคนเข้ามาตอบสนองเวลาโพสต์คอนเมนต์ต่างๆ ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมและถูกรับฟัง เสริมสร้างความมั่นใจให้แก่พวกเขา และเมื่อเด็กๆ รู้สึกเป็นตัวของตัวเอง พวกเขาก็จะอยากให้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คนอื่นๆ ต่อไป อย่างที่ผลวิจัยบอกมา

 

นอกจากนี้ kidshelpphone.ca ยังแนะนำอีกว่าในการสื่อสารกับคนยุคใหม่ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ให้ดีขึ้นสามารถทำได้โดยเคารพในการตัดสินใจของพวกเขา และช่วยเป็นที่ปรึกษาด้วยการถามคำถามเชิงบวก อาทิ “ต้องทำอย่างไรที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ล่ะ” “คราวก่อนแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรนะ” ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจได้เช่นกัน เช่นเดียวกับการรับฟังและช่วยจัดลำดับความคิด ช่วยแบ่งเป้าหมายใหญ่ที่ดูทำได้จริงยาก เป็นเป้าหมายเล็กๆ หลายๆ ชิ้น และให้กำลังใจเวลาที่เขาทำเป้าหมายเล็กๆ เหล่านั้นสำเร็จ ก็จะช่วยเปิดใจในการพูดคุยได้ดียิ่งขึ้น

 

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปมากเพียงใดคนเราก็ยังต้องการพื้นที่ในการแสดงออกอย่างสบายใจ และใครสักคนที่รับฟังอย่างไม่ตัดสิน รวมถึงชื่นชมในความสำเร็จที่เกิดขึ้น

 

โลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีต่างๆ หมุนไวเกินกว่าที่เราคาดเดาได้ ฝากเอาไว้ในมือของเด็กยุคปัจจุบัน เราจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนาศักยภาพของพวกเขาในแบบที่พวกเขาเป็น? นี่คือโจทย์ด้านการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้

 

ที่มา

 

การทบทวนอาณัติของสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติกับอนาคตของคนรุ่นใหม่

กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ / Newground Lab

หมายเหตุ:  บทความที่เผยแพร่อยู่ระหว่างตั้งต้นการศึกษาวิจัยต่อ ยังไม่ใช่บทสรุปการศึกษา

ในที่นี้จะเรียกแทนเด็กและเยาวชนว่าคนรุ่นใหม่ (New Generation) โดยไม่จำกัดสถานภาพจากอายุหรืออื่น ๆ อันเป็นการลดทอนคนรุ่นใหม่ที่จะมีส่วนร่วมในฐานะผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและพร้อมรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตัวบทนี้เขียนขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการมีผลบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2560 สำหรับการนำเสนอตัวบทนี้อาศัยการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) โดยนำเสนอด้วยการพรรณนา (Description) ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาสาระ (Content Analysis) เพื่อตอบคำถามของ What และ Why อันนำไปสู่ How เพื่อหาแนวทางแก้ไขหรือข้อเสนอแนะ ด้วยเหตุที่ทางนิตินัยมีลักษณะสำคัญ คือ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในระดับตำบลและเทศบาล จึงเป็นนิมิตรหมายอันดีของการสร้างความเป็นพลเมืองและตระหนักถึงความเป็นประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วทางพฤตินัยมีทัศนะที่แตกต่างและสวนทางอยู่หลายประการ ดังที่จะเสนอในลำดับต่อไปนี้

การรับรู้ถึงตัวตนและอำนาจรัฐของสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ

สภาเด็กและเยาวชนเปรียบได้กับพื้นที่ของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมของคนรุ่นใหม่ แต่ความเป็นจริงการเข้าถึงพื้นที่นี้ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงและให้ภาคีอื่น ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และสถานที่ทำงาน มองเห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวนี้ ทั้งที่สภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติมีอายุ 10 ปี แต่ยังขาดการเป็นที่รับรู้ถึงตัวตนและพื้นที่ทางสังคม กล่าวได้ว่าสภาเด็กและเยาวชนจำกัดให้เฉพาะบุคคลหรือกลุ่มทางสังคมใดหนึ่ง ดังนั้นสภาเด็กและเยาวชนควรส่งเสริมอำนาจทางการเมืองให้แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการทำความเข้าใจต่อการมีส่วนร่วมของระบอบประชาธิปไตย โดยที่พยายามทำให้เสียงของคนรุ่นใหม่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Taft & Gordon, 2013)

ประเด็นแรก คือ สภาเด็กและเยาวชนออกแบบขึ้นมาบนอาณัติของรัฐ ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามจากแนวคิดว่าด้วยพลเมือง (Citizenship) โดยที่แกนหลักทางความคิด คือการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการกำหนดและตัดสินใจร่วมกัน อันเป็นสิทธิของปัจเจกบุคคลที่รัฐต้องคำนึงถึง (Matthews, 2001) กล่าวคือ “การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในสภาเด็กและเยาวชนยังขาดกระบวนการสร้างสำนึกร่วม แต่ยังถูกชี้นำโดยรัฐ เพื่อให้เยาวชนเป็นฐานการสนับสนุนเชิงนโยบายและกิจกรรมของรัฐ” จากลักษณะข้างต้นนี้ Antonio Gramsci เรียกว่าการรวมตัวของประชาสังคมเป็นกลุ่มทางประวัติศาสตร์ (Historic Blocs) มีกรมกิจการเด็กและเยาวชนเป็นปัญญาชนจัดตั้ง (Organic Intellectual) เพื่อสนับสนุนการครองอำนาจนำ (Hegemony) ทำให้เข้าใจว่าการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่เป็นความหลากหลายทางสังคมมากกว่าสำนึกทางชนชั้นและอัตลักษณ์

ประเด็นที่สอง เมื่ออาณัติของสภาเด็กและเยาวชนมาจากรัฐ จึงเป็นวัตถุวิสัยที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนไม่ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง เห็นได้จากกลุ่มคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับ ล้วนแล้วมาจากเด็กหรือเยาวชนที่ทำกิจกรรมสังคม กิจกรรมของโรงเรียน และกิจกรรมขององค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลมากกว่าการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในสังคมเข้าถึงได้โดยทั่วถึงกัน สะท้อนให้เห็นว่ากรมกิจการเด็กและเยาวชนขาดการประชาสัมพันธ์และสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมกับตระหนักถึงสิทธิทางสังคมของกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง หรือเข้าใจง่าย ๆ คือ สภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติไม่เปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ทุกคน (นดา แวยูโซ๊ะ, 2560)

ประเด็นที่สาม การมีส่วนร่วมภายในสภาเด็กและเยาวชนอยู่ภายใต้พันธนาการของรัฐและขาดความเป็นอิสระ เนื่องจากต้องพึ่งพิงอาศัยอำนาจรัฐ ทั้งในแง่กฎหมาย งบประมาณ และผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐ โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของสภาเด็กและเยาวชนถูกกำหนดด้วยวุฒิภาวะและพัฒนาการทางกายภาพ ที่สำคัญสุดคือ “อายุ” ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถแสดงออกอยู่ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดในฐานคติของผู้ใหญ่ ทั้งที่จริงการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพต้องพัฒนาร่วมก้นระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ โดยอาศัยการเรียนรู้ตั้งแต่การสร้างความสัมพันธ์อันดี การละลายพฤติกรรมเพื่อค้นหาความคิดที่อยู่ภายใต้ส่วนลึกที่ซ่อนเร้น และการทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อเสริมสร้างสำนึกของการมีส่วนร่วม (Asker & Gero, 2012)

จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรรมอำนาจจากบนลงล่างที่ดำรงอยู่ในประเทศไทยไม่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ร่วมกัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ใหญ่เห็นว่าเด็กมีข้อจำกัดจากปัจจัยของอายุและประสบการณ์ ส่งผลให้เด็กไม่ได้รับการยอมรับในแง่ของอำนาจการตัดสินใจในสภาเด็กและเยาวชน แต่ในทางกลับกัน ผู้ปฏิบัติงานในระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังขาดความรู้และความเข้าใจในภารกิจของสภาเด็กและเยาวชน ฉะนั้นกิจกรรมของเด็กและเยาวชนจึงถูกเพิกเฉยและการทำงานที่ได้รับมอบหมายจากนโยบายของผู้ใหญ่ที่คอยสั่งการเด็กมากกว่าการริเริ่มด้วยตนเอง (สุนิสา ไชยกุล, 2553)

ด้วยเหตุนี้แนวทางของการสร้างตัวตนให้แก่คนรุ่นใหม่ควรมีภารกิจและงานรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การทำงานเสมือนจริง การพัฒนางานอาชีพ การบริหารโครงการ หรือการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ในคณะบริหาร หรืออื่น ๆ ตามการกำหนดและตัดสินใจร่วมกันของภาคีความร่วมมือต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ในแคนาดา การมีส่วนร่วมของเยาวชนได้รับการส่งเสริมและมีบทบาทสำหรับการนำเสนอประเด็นปัญหาและนโยบายต่อรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ผู้แทนเยาวชนยังได้รับความสำคัญและเปิดพื้นที่ให้เห็นตัวตนในเว็บไซต์ ทำให้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชนและสร้างความตระหนักถึงสิทธิพลเมือง

คนรุ่นใหม่จึงควรได้รับการสนับสนุนในแง่ของการสร้างภาคีความร่วมมือหรือหุ้นส่วนทางสังคม (Social Partnership) เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถกำหนดและตัดสินใจร่วมกับผู้ใหญ่ (Matthews, 2001) โดยที่แนวทางของสหราชอาณาจักร คือ การพยายามให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงขับเคลื่อนให้มีการเลือกตั้งผู้แทนตามระบอบประชาธิปไตย เพราะช่วยลดความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มเด็กและเยาวชนที่หลากหลายและที่มีความแตกต่างทางภูมิหลังของชีวิตและมิติทางกายภาพ โดยยึดมั่นอยู่บนอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ปี ค.ศ.1989 ของสหประชาชาติ (Wyness, 2009; Middleton, 2006)

พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการพัฒนาก่อนการเตรียมพร้อมสู่โลกของการทำงาน

สภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติยังขาดการประชาสัมพันธ์ดังที่กล่าวไปแล้ว จึงไม่เป็นที่รู้จักในสังคมและสถานที่ทำงานต่าง ๆ รวมทั้งไม่สามารถใช้รองรับความต้องการของตลาดแรงงานได้ ดังที่ World Economic Forum ชี้ให้เห็นทักษะที่จำเป็นของคนรุ่นใหม่ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อน การคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันเป็น และในกระบวนทัศน์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 จำเป็นต้องมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการจัดการคน (Managing People) ฉะนั้นการเรียนรู้ควรเปิดโอกาสและจัดเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ได้มีการพัฒนาทางสังคม อารมณ์ กายภาพ และความคิด (Schöning, M. & Witcomb, 2017)

ประเด็นแรก วัฒนธรรมอำนาจจากบนลงล่างของผู้ใหญ่สู่เด็กในสังคมไทยเปรียบได้กับ “ลูกที่อยู่ภายใต้การดูแลของพ่อแม่” และมักเรียกแทนความสัมพันธ์ทางสังคมเช่นนี้ว่า “ผู้ปกครอง” จะเห็นได้ว่าผู้ปกครองจึงไม่ได้มีแค่ในระดับรัฐแต่เลื่อนไหลสู่ระดับครอบครัว กล่าวได้ว่าปัญหานี้จึงสืบเนื่องถึงการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ตัวอย่างที่เห็นได้คือพ่อแม่มองว่าหน้าที่ของลูกควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ถูกลดทอนและไม่ได้รับโอกาสการมีส่วนร่วมในสภาเด็กและเยาวชน รวมถึงกิจกรรมทางสังคมอื่นด้วยเช่นกัน (กรทิพย์ ไตรดำเนินกิจสกุล, 2553)

ประเด็นที่สอง พ่อแม่ในฐานะสมาชิกครอบครัวก็ขาดสำนึกการมีส่วนร่วมและสิทธิพลเมือง อันเป็นปัญหาที่ก่อตัวมาจากพฤติกรรมของช่วงวัย (Generation) โดยเฉพาะการเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งแต่มีอิทธิพลส่งผ่านมาถึงปัจจุบัน เห็นได้จากครอบครัวที่มีพ่อแม่เติบโตในทศวรรษ 2490-2500 มักกำหนดกติกาครอบครัวในลักษณะของการบังคับบัญชาและสั่งการมากกว่าให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งที่ช่องว่างระหว่างวัยมีความสำคัญ แตกต่างจากกลุ่มคน Generation Y เติบโตมาในช่วงหลังสงครามเย็นทำให้โลกาภิวัตน์ขยายตัวพร้อมกับระบบเทคโนโลยีการสื่อสาร ส่งผลให้ในปัจจุบันเครือข่ายออนไลน์ทางสังคมได้รับความนิยมมาตั้งแต่ทศวรรษ 2550 (Morgan, 2014) กล่าวได้ว่าในแง่นี้กลุ่มคน Baby Boomer และ Generation X ก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ประเด็นที่สาม บทบาทของรัฐผ่านกรมกิจการเด็กและเยาวชนยังไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ด้วยเหตุที่ทัศนคติผู้ใหญ่ในระบบราชการยังกำหนดกรอบความคิดให้คนรุ่นใหม่ต้องปฏิบัติตาม จึงขาดอิสระภาพทางความคิดและอยู่ในโอวาทของผู้ใหญ่ แนวทางที่ดีคือผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของเด็กและลดความสลับซับซ้อนของระบบราชการให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นถึงประเทศ (วีราภา บุญหมื่น, 2555) เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่งานการกุศล (Charity) แต่แท้จริงแล้วคืออาสาสมัคร (Volunteer) ตัวอย่างเช่นการช่วยเหลือกิจกรรมของคนรุ่นใหม่สำหรับการเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัด และที่สำคัญไม่ควรอย่างยิ่งให้มีการสำรองจ่ายเงินก่อน (ขวัญจิตร สิงห์คำ, 2552)

แนวทางที่ช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่สมาชิกในครอบครัวเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมใจกิจกรรมทางสังคม ต้องสร้างประโยชน์ของสภาเด็กและเยาวชนให้เห็นและควรส่งเสริมให้กิจกรรมไม่สร้างภาวะพึ่งพิงอาศัยของเด็กและเยาวชนที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว และที่สำคัญต้องสร้างความเข้าใจให้ครอบครัวเห็นประโยชน์จากการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน (ขวัญจิตร สิงห์คำ, 2552) ในที่นี้เห็นว่าการยกระดับความสำคัญของสภาเด็กและเยาวชนควรดำเนินการดังต่อไปนี้

ประการแรก คือ การสร้างโอกาสใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่สำหรับการออกเสียงและการจัดตั้งองค์การของเยาวชน เพื่อให้มีบทบาทต่อการตัดสินใจร่วมกับผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนกิจกรรมของชุมชน ซึ่งในแง่ผู้ที่ได้ประโยชน์จะครอบคลุมทั้งในครอบครัวและชุมชน หรือมีลักษณะ Win-Win ร่วมกัน อันเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันด้วย (Martin, Pittman, Ferber & McMahon, 2007)

ประการที่สอง คือ การสร้างภาวะผู้นำให้แก่คนรุ่นใหม่ผ่านรูปแบบการจำลองเพื่อเป็นการสนับสนุนทางสังคม ทั้งในระดับกลุ่มเพื่อนและเครือข่ายทางสังคม โดยเฉพาะให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่และสร้างเป็นสำนึกร่วม นอกจากนี้ยังควรมุ่งเน้นที่ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารระหว่างปัจเจกบุคคลและกลุ่มคน การพัฒนากายภาพ และการคิดเชิงวิพากษ์ (Luluquisen, Trinidad & Ghosh, 2006; Detzler & et al., 2007)

ประการที่สาม คือ การสร้างทักษะและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาให้คนรุ่นใหม่ในสภาเด็กและเยาวชนเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำและทักษะการใช้ชีวิต ในแง่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันเพื่อให้คนรุ่นใหม่มีความคิดอยากทำงานอาสาสมัคร เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากการฝึกจำลองการทำงานจริงและเป็นประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ทำงานในอนาคตได้ หมายความว่าสภาเด็กและเยาวชนต้องมีประโยชน์ต่อการสมัครงานภายหลังจากสำเร็จการศึกษา (Martin, Pittman, Ferber & McMahon, 2007) หรือทำให้เกิดการเสริมสร้างความเป็นผู้ประกอบการเพื่อให้สอดรับกับแนวทางของ ILO และ WTO ที่ขับเคลื่อนภารกิจการมีงานทำร่วมก้นในปีนี้ (ILO & WTO, 2017)

ประการที่สี่ คือ การสร้างภาวะการแข่งขันให้เด็กและเยาวชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศ แต่ในแง่นี้ต้องปลดล็อคเรื่องการเข้าถึงทรัพยากรนี้โดยทำให้คนทั่วทั้งประเทศรู้จักสภาเด็กและเยาวชนก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วการปลดแอก (Autonomy) ยังเป็นอุดมคติสำหรับการเปิดพื้นที่ให้แก่คนรุ่นใหม่ เพราะการตัดสินใจเป็นไปไม่ได้ที่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังภาคีอื่น ๆ ที่ต้องตระหนักถึงเช่น โรงเรียน ชุมชน เป็นต้น (Adam, 2008)

ฉะนั้นการเรียนรู้และพัฒนาให้แก่คนรุ่นใหม่ก่อนเข้าสู่โลกการทำงานควรมีองค์ประกอบสามด้านดังนี้ ด้านแรก คือ การพัฒนาภาวะผู้นำของเยาวชน ด้านที่สอง คือ การมีส่วนร่วมพัฒนาและสร้างสรรค์ชุมชน และด้านที่สาม คือ การขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม สำหรับแนวทางที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือ การวางแผนงานเพื่อนำปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยนโยบาย และการจัดตั้งขึ้นในรูปของสถาบัน โดยที่สำคัญการขับเคลื่อนต้องไม่เป็นลักษณะของความสัมพันธ์ทางสังคมแบบบนลงล่าง แต่ต้องสร้างภาวะผู้นำให้แก่เยาวชนเพื่อเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม (Christens & Dolan, 2011)

ในกรณีสภาเด็กและเยาวชนของประเทศไทยก็ยังประสบปัญหาเรื่องเหล่านี้อยู่ แม้แต่งานวิจัยหลายชิ้น ๆ ในประเทศไทยเห็นควรให้อาศัยพึ่งพิงอำนาจรัฐเพื่อเข้ามามีบทบาทสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพของคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ และมีองค์การกลางทำหน้าที่ประสานงาน การสังเคราะห์ข้อมูล และการส่งมอบความต้องการของเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะการพิจารณาว่าคนรุ่นใหม่ยังต้องสร้างความรู้และพัฒนาทักษะที่มีความจำเป็น อาทิ ภาวะผู้นำ การมีคุณธรรมจริยธรรม การเขียนโครงการ การประสานงาน และการมีบทบาทในชุมชน เป็นต้น เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของสถาบันพร้อมกับความรู้สึกภาคภูมิใจของคนรุ่นใหม่ (เกวลิน วิรัชนิดากุล, 2556; กรทิพย์ ไตรดำเนินกิจสกุล, 2553; สุปราณี ไวมงคุณ, 2550) จึงเป็นที่มาคำถามของการพึ่งพิงอำนาจรัฐเพื่อการพัฒนาจะให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาสังคมจะเอื้อประโยชน์ให้แก่คนรุ่นใหม่จริงหรืออย่างไร (?)

ความเป็นไปได้ของสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ: การแก้ไขกฎหมาย การปรับทัศนคติผู้ใหญ่ หรือการเปลี่ยนรูปใหม่ของสถาบัน

ในเนื้อหาสาระของพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2560 มีลักษณะรวมศูนย์อยู่ที่สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร เห็นได้จากมาตรา 29 ยังให้อำนาจสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครเป็นผู้ประสานงานระหว่างสภาเด็กและเยาวชนจังหวัด และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวได้ว่าสภาเด็กและเยาวชนยังใช้อำนาจในลักษณะรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการสวนทางต่อการกระจายอำนาจการปกครองและการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ดังนั้นอำนาจการตัดสินใจคงมีมากกว่าสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดทั้งที่สถานะใกล้เคียงกัน แตกต่างก็แต่กรุงเทพมหานครที่เป็นเขตการปกครองพิเศษ

การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ควรมีเจตจำนงที่สอดคล้องกับอาณัติของสภาเด็กและเยาวชน โดยไม่ใช่เวทีทางการเมืองของกลุ่มบุคคลหนึ่งใดเท่านั้น โดยให้คำนึงว่าเยาวชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญและไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาในสังคม (Checkoway & Gutierrez, 2006) ดังนั้นทางออกในระยะยาวของการคัดเลือกเด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมควรพิจารณาสามแง่มุมหลักดังนี้ (1) การมีระบบคัดเลือกโดยไม่ให้มีการสืบทอดอำนาจจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง (2) การกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อใช้พิจารณาจากการคัดเลือกเด็กและเยาวชน และ (3) การคัดเลือกเด็กและเยาวชนควรยึดในคุณลักษณะของอาสาสมัคร (วีราภา บุญหมื่น, 2555) นอกจากนี้โอกาสการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่มีปัจจัยสำคัญอีกประการ คือความเห็นพ้องร่วมกันของตัวแสดงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน แวดวงสื่อสารมวลชน (Head, 2011)

แม้แต่ระบบที่ปรึกษาสภาเด็กและเยาวชนดูเหมือนจะเป็นความคาดหวังที่เด็กและเยาวชนอยากได้รับจากนักวิชาการหรือผู้ที่มีความรู้เฉพาะทาง โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ปฏิบัติงานของภาครัฐหรือข้าราชการระดับสูง (สุนิสา ไชยกุล, 2553) ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ไม่สามารถให้แนวทางแก้ไขปัญหาในกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายได้ (นดา แวยูโซ๊ะ, 2560) แต่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักวิชาการศึกษาและนักพัฒนาสังคม โดยที่คนกลุ่มนี้ล้วนมาจากนักกิจกรรมหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมอยู่เสมอ นอกจากนี้อาศัยการทำงานอย่างทุ่มเทและความเสียสละให้กับเด็กและเยาวชน ฉะนั้นที่ปรึกษาจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชน (สมพงษ์ จิตระดับ และคณะ, 2556) ที่สำคัญนั้นการมีส่วนร่วมควรเริ่มต้นพัฒนาจากท้องถิ่น เพราะช่วยสร้างรากฐานที่มีเสถียรภาพและต้องให้ความสำคัญต่อความหลากหลายของบริบทในแง่พื้นที่ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกันระหว่างเด็กและชุมชน (สมพงษ์ จิตระดับ, 2559)

สำหรับการแก้ไขกฎหมายเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุดและสามารถเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้บางประการ แต่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระที่ระบุในกฎหมายฉบับนี้ เพราะหากพิจารณาในภาพรวมแล้วพบว่าการนำปฏิบัติยังประสบปัญหาจากการตีความของกฎหมาย ตัวอย่างเช่นกรณีการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาเด็กและเยาวชนประเทศมีอายุ 24 ปี ทำให้การดำรงตำแหน่งไม่สามารถอยู่ได้ตามที่กำหนดวาระไว้ 2 ปี เนื่องจากกรมกิจการเด็กและเยาวชนตีความการดำรงตำแหน่ง โดยยึดตามอายุของเด็กและเยาวชนไม่เกิน 25 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ (นดา แวยูโซ๊ะ, 2560) และสำหรับการตัดสินใจยังตั้งอยู่บนฐานคติของผู้ใหญ่แทนที่ควรให้อำนาจเด็กและเยาวชนจัดการปัญหาด้วยตนเอง

แม้ว่าการปรับทัศนคติของผู้ใหญ่จะเป็นไปได้ยาก แต่ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ใช้สร้างความเข้าใจระหว่าง Generation ได้ดีที่สุด เพราะถ้าผู้ใหญ่เชื่อในวุฒิภาวะ ย่อมหมายความว่าควรเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มต้นจากตนเองเพื่อเป็นตัวแบบที่ดีให้แก่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารปกครองประเทศยังไม่เคารพกฎกติกาสังคม มิหนำซ้ำใช้วิธีการที่มิชอบเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ยิ่งกลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่ต้องรับรู้และขาดความเชื่อมั่นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้นการแก้ไขกฎหมายมีความเป็นไปได้มากที่สุด พร้อมกับการเปลี่ยนรูปเชิงสถาบันเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมและขับเคลื่อนประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่สามารถกำหนดอนาคตของชุมชน สังคม และประเทศ

ทางเลือกที่ดีกว่าและโอกาสของการสร้างเวทีเสวนาทางสังคมในกลุ่มคนรุ่นใหม่

บทบาทของรัฐในแง่การบริการสังคมต้องพิจารณาถึงความต้องการของเด็กและเยาวชน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาครอบครัว ครอบคลุมถึงความกดดันจากสังคม ยาเสพติด อาชญกรรม ความรุนแรงในสังคม และอื่น ๆ ในสภาพปัญหาเหล่านี้เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมในกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน และชุมชน อันเป็นการบ่งชี้ถึงหน้าที่ของรัฐสำหรับการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดี โดยที่การบริการของรัฐในกลุ่มเด็กและเยาวชนมีหลายรูปแบบ อาทิ การให้คำแนะนำ การให้คำปรึกษา การให้แนวทางพัฒนา การให้สารสนเทศ และอื่น ๆ กล่าวได้ว่าการสังคมสงเคราะห์จึงเป็นวิธีคิดแบบบนลงล่าง แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การส่งเสริมแนวคิดว่าด้วยพลเมืองเป็นมิติใหม่ของวิธีคิดแบบล่างขึ้นบน เพื่อลดบทบาทของรัฐและให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมกำหนดและตัดสินใจมากขึ้น (Galan, 1995)

ด้วยเหตุข้างต้นทำให้ภาครัฐเห็นเด็กและเยาวชนยังต้องอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุม เห็นได้จากการบริการให้คำปรึกษา (Counseling Services) ให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงบทบาทของภาครัฐร่วมกับครอบครัว เช่น การสร้างเสริมสุขภาพจิต (Mental Health) ในกลุ่มเด็กและเยาวชน จึงเป็นการพิจารณาความสัมพันธ์ในแง่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งยังมีความจำเป็นที่ให้นักจิตวิทยาและสังคมสงเคราะห์เข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ (Collins, Augsberger & Gecker, 2016) และที่สำคัญปัญหาสังคม (Social Problems) ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ยาเสพติด พ่อแม่หย่าร้าง และสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ปลอดภัย ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน (Checkoway & Gutierrez, 2006) จึงเป็นความเปราะบางทางสังคมที่ต้องทำความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กและเยาวชน เพื่อการเข้าถึงโอกาสทางสังคมและได้รับการศึกษาในระบบทางการและไม่เป็นทางการ อันเป็นส่วนสำคัญของการสนับสนุนให้เกิดความเป็นหุ้นส่วนทางสังคม (Perry, 2016)

จากการสัมภาษณ์ประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครให้ความคิดเห็นต่อสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติว่าควรกลับไป Set-Zero ใหม่อีกครั้ง แต่อีกทางหนึ่งก็ควรให้ระยะเวลาต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ เพราะเปรียบได้กับเด็กที่มีอายุเพียง 10 ปี และในแง่ของการทำงาน คนรุ่นใหม่ในสภาเด็กและเยาวชนถูกมองว่าเป็นคนของรัฐ ไม่มีบทบาทอย่างแท้จริงเพียงแต่รับนโยบายจากผู้ใหญ่เพื่อนำไปปฏิบัติ และใช้เป็นโล่ป้องกันตนเองจากการอ้างถึงหรือพาดพิงโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รวมตัวและจัดตั้งขึ้นมานอกระบบของรัฐ (นดา แวยูโซ๊ะ, 2560)

การสนทนาร่วมกันจึงเห็นว่าแนวทางที่จะเป็นประโยชน์คือการเปิดเวทีเสวนาทางสังคม (Social Dialogue) ให้คนรุ่นใหม่ที่มีส่วนร่วมในระบบกับนอกระบบได้ออกแบบสถาบันและแบบแผนร่วมกัน และจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีคนกลางเข้ามาประสานความร่วมมือ ฉะนั้นทางเลือกนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดหลากหลายเข้ามามีส่วนร่วม แต่ขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์และทำให้ผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนเล็งเห็นถึงประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสังคมมากน้อยเพียงใด เพราะอยู่นอกเหนือจากการมุ่งความสำคัญเฉพาะการเรียนรู้ในโรงเรียน

โดยสรุปผู้ศึกษาพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนของคนรุ่นใหม่เพื่อการมีส่วนร่วมและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีดังต่อไปนี้ (Christens & Dolan, 2011; Head, 2011; Luluquisen, Trinidad & Ghosh, 2006; Martin, Pittman, Ferber & McMahon, 2007; Matthews, 2001; Middleton, 2006; Taft & Gordon, 2013; Wyness, 2009)

(1) การสร้างความเป็นพลเมืองที่เกื้อหนุนให้แก่ระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม จึงควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ที่เป็นปัจเจกบุคคลหรืออยู่ในองค์การภายนอก เพื่อไม่ให้การมีส่วนร่วมจำกัดเฉพาะกลุ่มหนึ่งใด ทางเลือกที่หนึ่ง คือ การคงอยู่และแต่ต้องปรับเปลี่ยนทั้งในแง่ของกฎหมาย สถาบัน และความคิดของคนในสังคม เพื่อให้สภาเด็กและเยาวชนเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การพัฒนาสังคม และการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวีตให้แก่คนรุ่นใหม่ ทั้งยังเกิดผลสืบเนื่องให้คนรุ่นใหม่รู้จักการเคารพและตระหนักถึงสิทธิตามกฎหมายที่ได้รับและควรแก่การได้มา

(2) การพัฒนาทักษะต่าง ๆ และการสร้างภาวะผู้นำ เพื่อให้ความหวังของคนรุ่นใหม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการพัฒนาชุมชน โดยร่วมกันสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ ทั้งในระดับชุมชนและรัฐ โดยให้มีลักษณะการสร้างความเป็นที่นิยม หมายความว่าสภาเด็กและเยาวชนไม่ควรจำลองบทบาทสมมติหรือการรับนโยบายจากผู้ใหญ่ แต่ควรมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันทั้งในการกำหนดและตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีความเป็นไปได้ ฉะนั้นทางเลือกที่สอง คือ การจัดตั้งองค์การเยาวชนแห่งใหม่ เพื่อแสดงศักยภาพของคนรุ่นใหม่และอาจรับการสนับสนุนจากภาคีต่าง ๆ โดยกำหนดให้อาณัติมีอิสระจากการควบคุมสั่งการของภาครัฐ แต่ก็ไม่อาจแยกจากรัฐได้โดยสมบูรณ์ เพราะทุกกิจกรรมล้วนเกี่ยวกับรัฐอย่างแนบชิด ซึ่งองค์การนี้ต้องสร้างดุลอำนาจเพื่อใช้ต่อรองกับรัฐ

(3) การสนับสนุนทางสังคมให้สภาเด็กและเยาวชนเป็นผู้แทนของคนรุ่นใหม่และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในทางตรงข้ามต้องไม่เป็นเด็กและเยาวชนที่มีลักษณะเป็นผู้แทนอภิสิทธิ์ชน (Elite Representative) โดยมาจากการแต่งตั้งจากผู้ใหญ่ หรือไม่ก็ควรมีองค์การกลางที่จัดขึ้นในรูปแบบของคณะกรรมาธิการจากภาคีความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งในส่วนของประชาสังคมและบรรษัทธุรกิจก็ตามแต่ เพื่อตรวจสอบการคัดเลือกผู้แทนของสภาเด็กและเยาวชน ทั้งในตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ อย่างไรก็ดีการมีส่วนร่วมไม่ควรจำกัดเฉพาะสภาเด็กและเยาวชนที่อยู่ภายใต้กรมกิจการเด็กและเยาวชน ทั้งนี้การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เป็นหน้าที่ของภาครัฐต้องทำให้พลเมืองรับรู้และเข้าถึงทรัพยากร ที่สำคัญภารกิจของสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติต้องมีส่วนสำคัญในการสร้างตัวตนให้แก่คนรุ่นใหม่เพื่อให้รับได้รับการยอมรับจากสังคมรอบตัว ทั้งในแง่ของการแข่งขันและโอกาสการทำงานในอนาคต

อย่างไรก็ดีหากฉายภาพจากคนนอกมองสภาเด็กและเยาวชนตามทัศนะข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นสถาบันที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการสนองอุดมการณ์ของรัฐและขับเคลื่อนนโยบายมากกว่าจะเป็นไปได้ที่ปัจเจกบุคคลและชุมชนจะมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนา เพราะไม่ได้เปิดโอกาสประชาสังคมเข้ามามีร่วมทั้งในการกำหนดและตัดสินใจ แม้แต่ผู้ศึกษาก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติมากว่าทศวรรษแล้ว หมายความว่าเจตนารมณ์ของรัฐก็ไม่ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ฉะนั้นคนรุ่นใหม่ไม่อาจคาดหวังในความหวังดีของผู้ใหญ่ เพราะอนาคตเป็นของคนรุ่นใหม่จึงควรกระจายอำนาจในแง่การจัดสรรทรัพยากรให้สามารถจัดการปัญหาในบริบทเฉพาะพื้นที่ และที่สำคัญต้องทำให้คนรุ่นใหม่เกิดการแข่งขันเพื่อสร้างแรงจูงใจให้อยากเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาชุมชนและเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยได้รับประโยชน์จากงานอาสาสมัครหรือเหตุผลอื่น ๆ มากกว่าการรับคำสั่งหรือการสั่งการให้ปฏิบัติตาม

สรุปและข้อเสนอแนะ

1.การทบทวนความจำเป็นของสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติก่อตั้งขึ้นมาโดยมีอาณัติอย่างไร กรณีไม่สนับสนุนกิจกรรมของคนรุ่นใหม่หรือสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศควรพิจารณาว่าควรมีสถาบันนี้อยู่หรือไม่ แต่ถ้ามี จะต้องแก้ไขทัศนคติของผู้ใหญ่ กฎหมาย หรือโครสร้างของสถาบัน นับเป็นคำถามที่ผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอีกครั้ง

2.การสร้างความเป็นประชาธิปไตยมีกระบวนการเกิดขึ้นมาตั้งแต่เด็กและเยาวชน และต้องทำให้ประชาชนทราบถึงการมีอยู่ของสถาบันนี้ กล่าวคือสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติควรเป็นพื้นที่จำลองการทำงาน การฝึกงาน และการเรียนรู้ทักษะ โดยเฉพาะการสร้างภาวะผู้นำ อันจะเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นใหม่เมื่อเข้าสู่การทำงานในสถานที่ทำงานหรือประกอบอาชีพอิสระ

3.การมีส่วนร่วมตั้งอยู่บนการรับฟังความคิดเห็นและเคารพสิทธิคนอื่นอยู่บนฐานความไม่เท่าเทียม หากรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ควรเปิดพื้นที่ทางความคิดและสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมมีสำนึกพลเมือง โดยไม่ครอบงำความคิดของคนรุ่นใหม่ หรือมองว่าอายุเท่านี้ยังขาดประสบการณ์ ฉะนั้นผู้ใหญ่ควรทำหน้าที่ให้คำปรึกษามากกว่าการชี้นำ

4.การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะเกิดขึ้นในทุกระดับ จุดเริ่มต้นมาจากการเห็นถึงปัญหาร่วมกันและก้าวข้ามไปพร้อมกัน อันเป็นเหตุที่มาของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ฉะนั้นคนรุ่นใหม่ ณ วันนี้จะเห็นโอกาสการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่านี้ก็ต่อเมื่อบรรยากาศการเมืองเอื้ออำนวยโดยที่ผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นตัวแบบของการใช้อำนาจที่ได้รับโดยชอบธรรม อันเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในระบบสังคม

หมายเหตุ: โครงสร้างการบริหารของสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และเขียนขึ้นโดย กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์

รายการอ้างอิง

เกวลิน วิรัชนิดากุล. (2556). การนำเสนอกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของสมาชิกสภาเด็กและเยาวชนระดับตำบล, วิทยานิพนธ์คุรุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

กรทิพย์ ไตรดำเนินกิจสกุล. (2553). ปัจจัยสนับสนุนการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนอำเภอในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง 1, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ขวัญจิตร สิงห์คำ. (2552). ประสิทธิภาพการดำเนินงานของสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง, รายงานการศึกษาอิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

นดา แวยูโซ๊ะ. (2560). ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ นดา แวยูโซ๊ะ ประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับสภาเด็กและเยาวขนแห่งชาติ (วันที่ 25 กันยายน 2560 ณ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต).

ราชกิจานุเบกษา. (2560). พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2560 สืบค้นจากhttp://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/ A/063/1.PDF

วีราภา บุญหมื่น. (2555). ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของคณะกรรมการสภาเด็กและเยาวชนตำบลแม่โป่งอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สุนิสา ไชยกุล. (2553). แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานของสภาเด็กและเยาวชน: กรณีศึกษาสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสระบุรี, สารนิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุปราณี ไวมงคุณ (2550) ความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเครือข่าย กรณีศึกษาโครงการสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง, รายงานการศึกษาอิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สมพงษ์ จิตระดับ. (2559). องค์ความรู้สู่นโยบายและการขับเคลื่อน, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.

สมพงษ์ จิตระดับ และคณะ. (2556). โครงการการพัฒนาสมรรถนะระบบที่ปรึกษาให้สภาเด็กและเยาวชนในประเทศไทย, สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส.

Adam, H. (2008). Justice for children: autonomy development and the state. NY: State University of New York Press

Asker, S & Gero, A. (2012). The Role of Child and Youth Participation in Development Effectiveness, Child Fund Australia.

Checkoway, B. N., & Gutierrez, L. M. (2006). Youth participation and community change: An introduction. Journal of Community Practice, 14(1-2), 1-9.

Christens, B. D. & Dolan, T. (2011). Interweaving Youth Development, Community Development, and Social Change Through Youth Organizing. Youth & Society, 43(2), 528–548.

Collins, M. E., Augsberger, A., & Gecker, W. (2016). Youth councils in municipal government: Examination of activities, impact and barriers. Children and Youth Services Review, 65, 140-147.

Detzler, M. L. & et al. (2007). Youth voices thrive in Facilitating Leadership in Youth. In New Directions for Youth Development (pp. 109-116). DOI: 10.1002/yd.238.

Galan, F. J. (1995). Youth Services. R. L. Edwards & J. G. Hopps. Encyclopedia of Social Work 19th (pp. 2561-2567). Washington, DC. NASW Press.

Head, B. W. (2011). Why not ask them? Mapping and promoting youth participation. Children and Youth Review, 33, 541-47.

ILO & WTO. (2017). Investing in Skills for Inclusive Trade. Retrieved from http://www.ilo.org/ wcmsp5/groups/public/—dgreports/—dcomm/—publ/documents/publication/ wcms_560500.pdf

Luluquisen, E. M., Trinidad, A. M., & Ghosh, D. (2006). Sariling Gawa Youth Council as a Case Study of Youth Leadership Development in Hawai’i. Journal of Community Practice, 14(1-2), 57-70.

Martin, S., Pittman, K., Ferber, T. & McMahon, A. (2007). Building Effective Youth Councils: A Practical Guide to Engaging Youth in Policy Making. Washington, D.C.: The Forum for Youth Investment.

Matthews, H. (2001). Citizenship, Youth Councils and Young People’s Participation, Journal of Youth Studies, 4(3), 299-318.

Middleton, E. (2006). Youth Participation in the UK: Bureaucratic Disaster or Triumph of Child Rights?. Children, Youth and Environments, 16(2), 180-190.

Morgan, J. (2014). The future of work: Attract new talent, build better leaders, and create a competitive organization. John Wiley & Sons.

Perry, C. (2016). Youth provision: a brief overview. Retrieved from http://dera.ioe.ac.uk/27347/1/5316.pdf

Taft, J. K. & Gordon, H. R. (2013). Youth activists, youth councils, and constrained democracy. Education, Citizenship and Social Justice, 8(1), 87-100.

Schöning, M. & Witcomb , C. (15 Sep 2017). This is the one skill your child needs for the jobs of the future, Retrieved from https://www.weforum.org/agenda/2017/09/skills-children-need-work-future-play-lego/?utm_content=buffer02e64&utm_medium=social&utm_ source=facebook.com&utm_campaign=buffer

Wyness, M. (2009). Children Representing Children Participation and the problem of diversity in UK youth councils. Childhood, 16(4), 535-552.

  

  

  

  

  

Comments on Multi-Stakeholder Dialogue on Youth Participation in Development Effectiveness in Manila

Benbanpoj Pogate / Newground Lab

Respond to the forum:

Activating Asian Youth in Addressing Education, Employment and Health:
Multi-Stakeholder Dialogue on Youth Participation in Development Effectiveness
Manila, Philippines
November 9-11, 2017

___

First of all, I’m very glad to have the chance to meet all of the representatives. They’re all amazingly talented and take their works genuinely seriously. However, this fact only makes me feel even more disappointed than I normally would at the ineffectiveness of the conference to develop into a progressive international resolution between us. Why I conclude so negatively is due to the reasons below.

1. The conference barely gave time to constructive discussion and therefore failed to come up with any policy for practical cooperation. Instead of giving the opportunity for each representative to explain his/her situation thoroughly and raise his/her demands to the table so we could come up with some plan of what we could do for each other or what might possibly be our shared statement for the future development, we were to participate in awareness raising workshop, which is a fine thing if it didn’t consume the whole conference. Even the dialogue part of the meeting felt virtual; it was rather an act for us to learn stuff without actually resulting in any outcome that would effect the real world. It’s like the whole conference was an educational camp for me to learn how to work, and I, as worker in youth organization, am not so fond of such conference. I’m tired of seeing works and meetings of the youth being trivialized into lessons for future, of our labour which we takes realistically being reduced into an educational process with wasted outcome. How about we really talk to each other about what we will really do for each other too?

2. The conference centered itself too much on improving the situation of the Philippines. We didn’t come up with anything that would represent the international youth agreement while we were asked to discuss about that. All we have at the end is the Philippines statement which is not a work of international collaboration but just what the youth organization there wanted to say from the beginning. It almost felt like the international participants were there just to enhance the credibility of the meeting without actually capable of getting involved with it. The participants from Bangladesh and Vietnam wanted to privatize the education in their countries to free their education system from ineffectiveness and the state propaganda of nationalism, while the participant from Myanmar wanted security from the persisting warcrime of the state and the fundamentalist through assistance from foreign organizations. These issues while being heard of in the conference received no practical respond. What happened was just that these issues were clouded away as we just used them as instruments for practicing how to discuss rather than seriously tackling them, which brings us back to the first problem.

In summary, the conference did not live up to my expectations of it because it didn’t result in constructing any practical cooperation between the countries. It should create a genuine dialogue with results that would really improve situations around the world, but it only created a pseudo dialogue that was nothing but one more lesson with content corrupted into educational waste. And while the meeting supposed to be international conference we had no international results. All that came out of the meeting was the Philippines youth statement, which actually was just what the youth organization there wanted to say from the start with or without the international collaboration (which makes sense too since it was their statement and they knew best their situation. The problem was that this should not be the only thing that came out of the conference).

If this criticism sounds offensive, I sincerely apologize. I’m actually quite happy to be able to participate and thankful to the host for their endeavor to bring all these great individuals together. I am being harsh here because I believe that the affordances we have posses potential to reach much greater height. I strongly wish that my organization could still participate in future international conferences in which our work together will become fruitful and sustainable.

Finally, I am well aware that these problems are almost universal in youth conferences (some might even include adult conferences too). Still, I disagree with justifying failure by pleading the status quo.

___

 

 

พื้นที่ทางเลือกในทางตันของระบบการศึกษา : การส่งออกหน่วยกิต

วริศ ลิขิตอนุสรณ์ / Newground Lab

หมายเหตุ:  บทความที่เผยแพร่อยู่ระหว่างตั้งต้นการศึกษาวิจัยต่อ ยังไม่ใช่บทสรุปการศึกษา

สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนเพื่อตั้งต้นกรอบวิจัยต่อไปนี้ไม่ใช่การยืนยันความชอบธรรมให้กับระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การวิพากษ์ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันและขบคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ดีกว่ามีให้เห็นได้ทั่วไปในกลุ่มนักคิดสังคมนิยมและนักวิชาการที่สานต่องานของ Karl Marx และอื่นๆ ในข้อเสนอการวิจัยชิ้นนี้ผมจะเสนอถึงระบบย่อยในการสร้างทางรอดของเยาวชนที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่เลวร้ายในระบบการศึกษาไทยบนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมนี้ ในบริบทที่โลกถูกครอบครองโดยตรรกะของเสรีทุนนิยม ในเวลาที่เรายังคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้

บทย่อยแรกนี้เห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องปริทรรศน์ปัญหาสามประการก่อนจะก้าวเข้าไปสู่การสร้างวิธีคิดเชิงปฏิบัติ คือ อะไรคือความสิ้นเปลืองที่เกิดจากการศึกษา อะไรคือภาวะอิหลักอิเหลื่อระหว่างวิชาการและวิชาชีพของสถาบันการศึกษา

ความสิ้นเปลืองจากการศึกษา

ปัจจุบันมีการผลิตแรงงานวัตถุและแรงงานอวัตถุจำนวนมากภายในสถาบันการศึกษา โดยวัตถุและอวัตถุแห่งโอกาสทางตลาด (object of marketability) เหล่านั้นถูกจำกัดความเป็นไปได้ในการใช้อรรถประโยชน์สูงสุด และปล่อยให้ย่อยสูญสลายอยู่ภายในรั้วของสถาบันการศึกษาหลังจากผ่านการประเมินโดยครูอาจารย์ หมายความว่าแรงงานของเยาวชนถูกใช้ไปอย่างใกล้เคียงกับความสูญเปล่าในด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่การพัฒนาทักษะของตน สิ่งเหล่านี้ผู้วิจัยเรียกจะว่า Educational Waste หรือขยะจากการศึกษา โดยที่สิ่งที่กล่าวถึงนี้ไม่จำเป็นต้องไร้ค่าเสมอไป แต่ถูกทำให้ลดคุณค่าลงในเครือข่ายเศรษฐกิจโดยข้อจำกัดของสถาบันการศึกษา ในขณะที่ที่มาของขยะจากการศึกษาเหล่านี้ก็ยังอิงอยู่กับกลไกการผลิตทรัพยากรในภาพที่กว้างออกไป แต่กลับไม่สามารถสานต่อการผลิตนั้นให้เกิดประโยชน์ได้นอกจากองค์ความรู้จากการศึกษาที่อยู่ใกล้เคียงความล้มเหลว โดยไม่ใช่เพราะตัว object of marketability เหล่านั้นเองที่ถูกผลิตภายในสถาบันการศึกษาขาดคุณภาพ แต่เป็นเพราะระบบของการศึกษาเองที่ระงับอรรถประโยชน์ของมันเอาไว้

นอกจากความสิ้นเปลืองที่เกิดจากผลผลิตภายใต้การดูแลของระบบการศึกษา เรายังพบกับความสิ้นเปลืองของทรัพยากรมนุษย์ (แรงงานอวัตถุ) ที่ถูกทำให้คิดและใช้อรรถประโยชน์อยู่ในรั้วที่มีลักษณะเกือบจะตัดขาดจากสังคมอื่นอย่างมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากจะเป็นผลเสียแก่ตลาดเอง ยังเป็นผลเสียแก่ปัจเจกที่ทำให้ไม่สามารถสร้างประสบการณ์การอยู่รอดในตลาดได้ และต้องถูกเร่งเร้าให้กลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ในตลาดในทันทีที่หลุดออกจากระบบการศึกษาทั้งที่ไม่เคยมีโอกาสแตะต้องกับประสบการณ์ในตลาดมาก่อน ผู้วิจัยจึงเสนอทิศทางการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวสองทิศทาง คือการเปลี่ยนแลกหน่วยกิตจากภายในมหาวิทยาลัยออกสู่การประเมินโดยตรงในตลาดให้มากขึ้น หาทางปรับเปลี่ยนการประเมินรายวิชาที่มีการปฏิบัติและการใช้ทรัพยากรมากโดยทำให้ต้องมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ฯลฯ และในอีกทางหนึ่ง ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเองจะเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรกับการจัดการอย่างเป็นธรรมกับแรงงานที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นแรงงานการผลิต และความเป็นนักเรียนนักศึกษา

ความพยายามดังกล่าวจะนำไปสู่ประเด็นการกระจายอำนาจความเป็นผู้ประเมินจากอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญออกสู่ชุมชน รวมถึงการขยับขยายพื้นที่ทางการเรียนรู้ออกจากพื้นที่จำกัดไปสู่สังคม และความพยายามคำนึงถึงอรรถประโยชน์ที่เป็นไปได้มากขึ้น โดยไม่ให้ซ้ำรอยช้ำของการผลิตซ้ำแบบค่ายจิตอาสาประเภทออกค่ายเยาวชน หรือสมุดบันทึกความดี ที่กลับกลายเป็นเพียงกิจกรรมรองรับความต้องการเติมเต็มทางศีลธรรมและความสนุกสนานแบบชนชั้นกลางเท่านั้น ฯลฯ

ภาวะอิหลักอิเหลื่อระหว่างวิชาการและวิชาชีพของสถาบันการศึกษา

ในเบื้องต้น ผู้วิจัยเลือกที่จะใช้มหาวิทยาลัยและสถาบันที่มีลักษณะใกล้เคียงเช่น โรงเรียนพาณิชย์ ฯลฯ เป็นสนามในการปริทรรศน์แก่อนสนามอื่นๆ เพราะมหาวิทยาลัยและสถาบันใกล้เคียงดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความชัดเจนว่าเป็นการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมแรงงานเข้าสู่โลกของวิชาชีพหรือเข้าสู่ตลาด ชัดเจนกว่าการศึกษาระดับมัธยมหรืออื่นๆ ที่เป็นการปรับพื้นฐานทางสังคมมากกว่าเป็นการศึกษาเพื่อวิชาชีพโดยตรง

เดิมทีมหาวิทยาลัยไม่ได้มีไว้ทำสิ่งที่ practical หรือใช้ได้จริงในการทำธุรกิจหรือการทำวิชาชีพ มหาวิทยาลัยมีได้อยู่ด้วยแรงทะเยอทะยานที่จะเอาชนะธรรมชาติความไม่รู้ของมนุษย์ และสานต่อความรู้ในทางวิชาการให้พัฒนามนุษยชาติสืบไป (ด้วยศาสนาหรืวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของข้อเขียนนี้) ดังนี้ วิชาที่ถูกเสนอโดยมหาวิทยาลัยจำนวนมากจึงจำเป็นที่จะต้องดูเหมือนเรียนไปก็ไม่ได้ใช้เพราะองค์ความรู้แบบที่มหาวิทยาลัยเสนอยังคงมีพันธะต้องเป็นการนำเสนอแบบวิชาการ แบบนักวิจัย ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องถูกเชื่อม (bridge) ระหว่างองค์ความรู้เหล่านี้กับนโยบายและภาคปฏิบัติอีกทีหนึ่งจึงจะส่งผลทางไกลต่อภาควิชาชีพ (โดยที่องค์ความรู้ในการเชื่อมระหว่างองค์ความรู้เองกับภาคปฏิบัติก็ไม่ได้มีอยู่มากนัก แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเบื้องต้นเช่นกัน) แต่เมื่อตลาดมหาวิทยาลัยเติบโตโดยเลือกที่จะผลิตบัณฑิตในสายวิชาชีพ มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องประนีประนอมต่อการสอนแบบวิชาการโดยใส่ความพยายามทำให้ใช้ได้จริงลงไป แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างโดยรวมทั้งหมดเพื่อการเรียนการสอนแบบวิชาชีพ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยเลือกตัดผิดส่วน และเพิ่มผิดส่วนในการปรับตัวดังกล่าว คือไปเพิ่มภาระทางวิชาชีพให้นักวิชาการ และไปเพิ่มภาระทางวิชาการให้นักวิชาชีพ และเพิ่มผิดประเภทภาระ เช่น ภาวะการต้องเขียนวิจัย เขียนวิทยานิพนธ์ตามขนบของกลุ่มนักศึกษาที่เลือกเรียนในสายวิชาชีพอย่างการบริหารธุรกิจ บัญชี ฯลฯ ในขณะที่นักศึกษาที่เลือกเรียนมานุษยวิทยา สังคมวิทยา อาจจำเป็นต้องไปฝึกงานโดยขาดแนวคิดที่เชื่อมประสานระหว่างภาระหนึ่งไปสู่อีกภาระหนึ่ง

ภาวะเช่นนี้ทำให้มหาวิทยาลัยประสบกับความล้มเหลวด้วยการชะลอนักวิชาการสู่โลกวิชาการ และชะลอนักวิชาชีพสู่โลกวิชาชีพ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถเชื่อมโยง (bridge) ความเป็นวิชาชีพกับวิชาการได้อย่างเหมาะสม ดังจะเห็นได้ว่านักวิชาชีพเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยด้วยความเชื่อที่ว่า เขาให้ทำอะไรก็ทำไป เพื่อปริญญา ไม่ได้เชื่อถือในวิชาความรู้ เพราะความรู้แบบเหมารวม หรือ mass education เองไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจะสามารถลงรายละเอียดให้ไปช่วยเหลือและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของแต่ละคนได้อย่างไร ในขณะที่นักวิชาการก็ทำกิจกรรมทางวิชาการอยู่ภายในสายขนบของตน โดยไม่สามารถเชื่อมโยงให้นักวิชาชีพ หรือนักวิชาการในขนบอื่นๆ ประยุกต์องค์ความรู้ไปใช้ต่อไป และจึงไม่สามารถทำให้ความรู้กลายเป็นสิ่งที่ “รู้แล้วใช้ได้” รวมทั้งยังไม่สามารถมุ่งมั่นสร้างงานวิชาการตามหัวข้อสนจจนพอจะให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้เพราะต้องติดบ่วงภาระ และพันธะหรือตัวชี้วัดต่างๆ ที่ถูกทำโดยสายตาของขนบใดขนบหนึ่งที่ไม่ได้กว้างขวางพอจะครอบคลุมและมองเห็นประโยชน์ขององค์ความรู้ที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ บทสรุปกลายเป็นว่าการลงทุนของทุกฝ่ายที่เกิดขึ้นภายในรั้วมหาวิทยาลัยในทิศทางเช่นนี้เกือบจะกลายเป็นมูลค่าที่จมลงไปเปล่าๆ และกลายเป็นการทำมาก แต่ได้น้อย ไปได้มากอยู่ที่การสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งแม้แต่ความน่าเชื่อถือเองก็กำลังมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ 

กระบวนทัศน์ความเป็นเด็กปัญหาการเปลี่ยนทรัพยากรมนุษย์ เป็นทรัพยากรอมนุษย์

ผู้วิจัยเสนอว่ากระบวนทัศน์การแบ่งเด็กออกจากผู้ใหญ่โดยใช้สถาบันการศึกษาเป็นตัวกำหนด นอกจากจะสร้างสิทธิพิเศษหรือสิทธิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนแล้วในด้านหนึ่ง ยังมีด้านที่มันสนับสนุนให้เกิดการกดขี่ทางวัยวุฒิซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น การกดขี่ดังกล่าวนอกจากจะ unethical หรือไม่ถูกหลักจริยธรรมแล้วยัง non-productive หรือไม่ทำให้เกิดผลผลิตที่ดีอีกด้วย ผู้วิจัยเสนอการวิจัยเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้ในการประนีประนอมกระบวนทัศน์เด็กและผู้ใหญ่ทั้งในเชิงความคิดและเชิงปฏิบัติ จนสามารถประยุกต์ไปสู่การสร้างทางเลือกนโยบาย หรือทางเลือกในวิถีปฏิบัติอย่างกลุ่มย่อย ที่สามารถคงไว้ซึ่งข้อดีของกระบวนทัศน์ทั้งสองได้ รวมทั้งการค้นหาเพิ่มเติมว่าข้อดี” หรือ “ข้อเสีย” ที่ว่าในกรณีเหล่านั้น คืออะไร

สรุปข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อ

1. วิจัยวิธีการและความเป็นไปได้ในการทำให้เกิดความยืดหยุ่นในหลักสูตร โดยเฉพาะการทำให้เกิดการออกจากเขตอำนาจของการควบคุมการเรียนรู้โดยสถาบันการศึกษาและประเมินตัดสินโดยคณาจารย์ โดยที่นักเรียนนักศึกษาสามารถใช้สิ่งที่ตนทำอยู่นอกเขตอำนาจดังกล่าวมาใช้เทียบวุฒิหรือหน่วยกิต หรือความน่าเชื่อถือได้เท่าๆ กันกับการอยู่ในระบบ

2. วิจัยวิธีการและความเป็นไปได้ในการประนีประนอมกระบวนทัศน์เด็กผู้ใหญ่ เพื่อทำให้เกราะกำบังในโลกของเด็กน้อยลงและกลายเป็นการเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน บทสนทนาเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการที่ดูแลผู้ใหญ่ก็ไม่ควรถูกละเลย

3. ศึกษาความพยายามที่คล้ายคลึงกันในอดีต เช่น การศึกษานอกระบบ การกำหนดให้มีการฝึกงาน การทำค่ายอาสาพัฒนาชุมชน กลุ่มวิชาที่บังคับให้นักเรียนนักศึกษาออกไปทำเพื่อสังคม ฯลฯ แต่ประสบความล้มเหลวและขาดความต่อเนื่องว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้มันกลายเป็นแบบดังกล่าว และหาโอกาสว่าปัจจัยอะไรที่อาจทำให้ความล้มเหลวและขาดความต่อเนื่องดังกล่าวไม่เกิดขึ้นอีกหากการส่งออกหน่วยกิจสู่ตลาดหรือภาคประชาสังคมเป็นไปได้

4. ศึกษาเพื่อสร้างฐานคิดใหม่ให้การสร้างการประเมินผลและตัวชี้วัดเองที่นำไปสู่ความน่าเชื่อถือ (credibility) ในสังคม ที่ผูกติดอยู่กับวิธีคิดแบบมาตรฐานสถาบัน และค้นหาวิธีที่ผ่อนคลายและเป็นมนุษย์มากขึ้นเพื่อผ่อนคลายส่วนที่ไม่จำเป็นของมาตรฐานดังกล่าวออก

5. วิพากษ์แนวคิดของ ความมีมาตรฐาน คุณภาพในเชิงตลาด และความจำเป็นในการดิ้นรนต่อสู้ของเด็กและเยาวชนเองในสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ เพื่อเปิดประตูไปสู่การถามหาระบบเศรษฐกิจที่ดีกว่าที่ไม่ต้องสร้างเงื่อนไขและพิธีกรรมในการมีชีวิตที่กดขี่ความเป็นมนุษย์เช่นในปัจจุบัน

แนวคิดพื้นฐานที่แนะนำให้อ่านต่อเพื่อเข้าใจว่าอะไรคือการกดขี่ของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันที่สร้างเงื่อนไขให้แรงงานจำเป็นต้องทะเยอทะยานที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาที่มากไปกว่าภาคบังคับ และจำเป็นต้องรีบหาทางออกจากระบบการศึกษาเช่นกัน เช่น งานเกี่ยวกับ freelance ของ ศุภณัฐ แสงอรุณฉาย (2560) ในหนังสือรวมบทความวิชาการ Undergrad Rewrite : Madness Otherness and Suffering หรือ กลุ่มงานสังคมศาสตร์ที่พูดถึงทุนนิยม สังคมนิยม หรือในงานทั่วไปของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุศดี เก่งกิจ กิติเรียงลาภ เป็นต้น

การศึกษาสถานการณ์สื่อเยาวชนโดยเยาวชนขององค์กรเพื่อเยาวชนในไทย และข้อเสนอแนะ

เบญจ์บรรพต โพธิ์เกตุ / Newground Lab

หมายเหตุ:  บทความที่เผยแพร่อยู่ระหว่างตั้งต้นการศึกษาวิจัยต่อ ยังไม่ใช่บทสรุปการศึกษา

ที่มาและความสำคัญ

เยาวชนเป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรที่ใหญที่สุดในโลก (UN DESA 2015) แม้พวกเขาจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มักไม่ได้มีส่วนร่วมในทางตรง ในด้านสังคม หรือ เศรษฐกิจ อิทธิพลของพวกเขาในฐานะเป็นผู้กำหนดบทบาทของคนอื่นในสังคม ผนวกกับศักยภาพของพวกเขาในฐานะพลวัตสำคัญในทางสังคมเศรษฐกิจ และการรองรับดูแลพลเมืองสูงอายุในอนาคต ทำให้การพัฒนาความร่วมมืออันดีระหว่างเยาวชนและภาคส่วนอื่นในสังคม เป็นแนวทางปฏิบัติสำคัญสำหรับองค์กร ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน ซึ่งมุ่งหวังจะเห็นก้าวหน้าของสังคมในองค์รวม (UNDP 2012)

แน่นอนว่าหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในด้านการพัฒนาเยาวชน ก็คือองค์กรเพื่อเยาวชน แต่อย่างไรก็ดี สถานการณ์ของสื่อซึ่งมีเป้าหมายไปสู่เยาวชนอันจัดทำโดยองค์กรเพื่อเยาวชนในปัจจุบันประสบปัญหาในด้านการเข้าถึงเยาวชน อันเนื่องมากจากการแนวทางการออกแบบสื่อขององค์กรซึ่งไม่สัมพัทธ์กับความสนใจของเยาวชน (วริศ ลิขิตอนุสรณ์, 2560) ไม่ว่าจะในด้านเนื้อหา มุมมองการนำเสนอ และ รสนิยม ปัญหาในการเข้าถึงเสียงของเยาวชนนี้ ไม่เพียงส่งผลให้ภาคส่วนอื่นในสังคมไม่สามารถทำความเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับพวกเขาได้เท่านั้น แต่ยังทำให้หน่วยงานภาคการศึกษาซึ่งมุ่งหวังที่เข้าไปแก้ปัญหาให้กับเยาวชน และพัฒนาพวกเขาไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคตไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เนื่องเพราะในบริบทของสังคมยุคอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีระบบค้นหาข้อมูล (Search Engine เช่น Google, Yahoo หรือแม้แต่ Youtube และ Facebook) เป็นตัวกำหนดว่าข้อมูลชิ้นใดจะถูกแสดงต่อผู้ใช้ เส้นทางการการเข้าถึงสื่อจะถูกกำหนดอย่างสลักสำคัญโดยความสนใจของผู้รับสาร ดังนั้นความเหลื่อมกันของความสนใจจึงไม่เพียงนำไปสู่ความยากลำบากในการโน้มน้าวใจ แต่ทำให้การสื่อสารไม่สามารถเริ่มต้นขึ้นได้เลยด้วยซํ้า (Floridi 2013)

การประณีประนอมระหว่างความสนใจขององค์กรเพื่อเยาวชนและเยาวชนเอง แม้จะเป็นปัญหาที่จริงจัง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเราสังเกตตารางอย่างถี่ถ้วน จะเห็นได้ว่า ถึงแม้เยาวชน (ซึ่งในที่นี้ถูกแสดงผ่านสื่อที่ได้รับความนิยมในหมู่เยาวชน) กับสื่อโดยองค์กรเยาวชนจะมีความเหลื่อมกันจริงในด้านความสนใจ ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายสนใจเป็นสำคัญนั้น เป็นประเด็นซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้ในฐานะหัวข้อเดียวกันภายใต้มุมมองที่แตกต่าง สุขภาวะและทุกขภาวะล้วนแต่เป็นประเด็นสภาวะจิตใจของมนุษย์ การพูดถึงความดีวัตถุวิสัยและการตั้งคำถามต่อจริยธรรมเป็นสองด้านของการทำความเข้าใจความดีและศีลธรรมในสังคม และไม่ว่าจะเป็นแวดวงเฉพาะทางหรือชุมชนกายภาพ ล้วนแต่เป็นการพูดถึงกลุ่มชุมชนซึ่งผูกมัดอยู่กับตัวตนของเยาวชน การจับคู่ในที่นี้ทำให้เราเห็นได้ว่า ความสนใจของทั้งสองฝั่งมิได้ขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นความไม่ลงรอยกันในด้านมุมมองต่อประเด็นที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมไปถึงทั้งสองฝ่าย หากเป็นเช่นนี้ การพัฒนามุมมองของสื่อโดยองค์กรเพื่อเยาวชนให้เข้าใกล้โลกทัศน์ของเยาวชนมากขึ้น อาจช่วยได้อย่างสลักสำคัญในการทำให้การสื่อสารระหว่างทั้งสองสามารถเริ่มต้นขึ้นได้

การปรับมุมมองของสื่อโดยองค์กรเพื่อเยาวชนให้เข้าใกล้มุมมองของเยาวชนมากขึ้นนั้น ที่จริงแล้วมิใช่แนวคิดใหม่เลย หากแต่เป็นก้าวสำคัญระดับพื้นฐานในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของเยาวชนในสังคมด้วยซํ้า เหตุผลซึ่งทำให้เป้าหมายเชิงนโบายระดับพื้นฐานนี้ ไม่สามารถปรากฏจริงขึ้นได้ ผู้วิจัยต้องการเสนอว่า เกิดขึ้นจากแนวทางปฏิบัติที่ถูกเลือกโดยองค์กรเพื่อเยาวชนในการแก้ปัญหานี้

ในปัจจุบัน การปรับมุมมองให้เข้าใกล้กับเยาวชนถูกพยายามทำให้เกิดขึ้นผ่านการให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพท์ที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูลปฐมภูมิในเบื้องต้น พบว่า ความสนใจซึ่งปรากฏในสื่อโดยเยาวชนที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเพื่อเยาวชนมิได้สอดคล้องไปกับเยาวชน แต่กลับเป็นไปในทางเดียวกับสื่อโดยองค์กรเพื่อเยาวชนในภาพรวมแทน ผลลัพท์ในเบื้องต้นนี้แสดงให้เห็นว่า เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาสื่อกลุ่มนี้เพิ่มเติม และหากผลของการศึกษายืนยันกับการคาดการณ์จากข้อมูลในเบื้องต้นนี้ เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเหตุปัจจัยของปัญหา และพัฒนาทางแก้ที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาทดแทน เพื่อให้การสื่อสารที่ดีระหว่างเยาวชนและภาคส่วนอื่นในสังคมเป็นจริงขึ้นได้

แนวทางการศึกษา

1. การสำรวจข้อมูลระดับปฐมภูมิ: สื่อโดยองค์กรเพื่อเยาวชน

2. วิเคราะห์และจำแนกข้อมูลที่ทำการสำรวจ โดยจะแบ่งข้อมูลออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มสื่อที่แสดงแทนความสนใจโดยรวมขององค์กรเยาวชน และ สื่อที่แสดงแทนความสนใจของเยาวชน

2.1. การนิยามความสนใจโดยรวมขององค์กรเยาวชน และเยาวชน อ้างอิงจาก รายงานข้อมูลความสนใจในสื่อที่ได้รับความนิยมจากเยาวชน และ สื่อที่ผลิตโดยแหล่งทุนเพื่อเยาวชน (วริศ ลิขิตอนุสรณ์, 2560)

2.1.1. ความสนใจของเยาวชน

– ทบทวนรื้อสร้างจริยธรรมและมายาคติ
– แวดวงเฉพาะทาง
– ชีวิต และการพัฒนาตนเอง
– ทุกขภาวะ
– เรื่องแปลก
-โลกาภิวัฒน์

2.1.2. ความสนใจโดยรวมขององค์กรเยาวชน

– ชุมชนทางกายภาพ
– สุขภาวะและความดีแบบวัตถุวิสัย
– ความรู้เท่าทันสื่อ
– กระบวนการเรียนรู้ การศึกษา และครู
– ปัญหาในตัวเยาวชน
– สิ่งแวดล้อม

3. วิเคราะห์สถานการณ์ของสื่อโดยเยาชนที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเพื่อเยาวชน และระดับของประสิทธิภาพในการแสดงออกถึงความสนใจของเยาวชน

4. วิเคราะห์เหตุปัจจัยในการแก้ปัญหา

5. แนวทางการแก้ปัญหา

การคาดการณ์

จากการศึกษาสื่อโดยเยาวชนซึ่งสนับสนุนโดยองค์กรเยาวชนในระดับเบื้องต้น ผู้วิจับคาดการณ์ว่า สื่อที่ทำการศึกษาส่วนมากจะมีโน้มเอียงไปในด้านของความสนใจโดยรวมขององค์กรเยาวชนมากกว่าความสนใจของเยาวชน อันแสดงให้เห็นถึง ปัญหาของกระบวนการผลิตสื่อรูปแบบนี้ ในฐานะแนวทางการเข้าใกล้มุมมองของเยาวชน

สาเหตุของของปัญหานี้ คาดการณ์ได้ว่า มาจาก 1) กรอบของการผลิตสื่อ 2) สิ่งแวดล้อมของการผลิตสื่อ และ 3) การขาดแหล่งอ้างอิงข้อมูลสำหรับการผลิตสื่อ

การผลิตสื่อโดยเยาวชนในปัจจุบัน แม้จะให้เยาวชนเป็นผู้จัดการทำตัวผลิตภัณ์เอง แต่กรอบของการทำงานของเยาวชนกลับผูกมัดอย่างมากอยู่กับองค์กรเยาวชน การผลิตสื่อโดยเยาวชนซึ่งสนับสนุนโดยองค์กรเพื่อเยาวชนมักปรากฏในรูปของงานประกวดหรืองานที่ได้รับมอบหมายประเด็นจากองค์กรเอง การผลิตสื่อในลักษณะนี้ องค์กรไม่เพียงป็นผู้กำหนด หัวข้อ และทิศทางของสื่อที่เยาวชนสร้าง แต่ยังเป็นผู้ตัดสินคุณค่าของสื่อชิ้นนั้นเองด้วย เยาวชนจึงจำเป็นที่จะต้องออกแบบผลงานของเขาให้สอดคล้องไปกับองค์กรเยาวชนซึ่งเป็นผู้กำหนดหัวข้อและเป็นกรรมการตัดสินคุณค่าของสื่อชิ้นนั้น

การผลิตโดยเยาวชนยังตั้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมซึ่งองค์กรเยาวชนเป็นผู้บริหารจัดการ เวทีนำเสนอสื่อถูกจัดโดยองค์กรเอง หากมิใช่ว่าเยาวชนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์แต่กับบุคลากรขององค์กรในการผลิตสื่อ พวกเขาก็มีปฏิสัมพันธ์กันภายในพื้นที่ซึ่งถูกจัดให้โดยองค์กรมากกว่าที่จะเป็นสถานที่ซึ่งพวกเขาคุ้นชิน อันเป็นพื้นที่ซึ่งจะช่วยขับเน้นประสบการณ์ของพวกเขาให้เข้มแข็งขึ้นได้ เยาวชนไม่เพียงต้องทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดมาแล้วโดยองค์กรแทนที่จะสอดคล้องกับความสนใจของพวกเขา (ซึ่งควรจะเป็นสิ่งที่องค์กรคาดหวังที่จะได้จากพวกเขา) พวกเขายังต้องทำงานในที่ทำงานขององค์กร ใต้ระเบียบขององค์กร และนำเสนอผลงานบนเวทีที่ถูกบริหารโดยองค์กร อันนำไปสู่การเจือจางอีกระดับของความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการผลิตสื่อของเยาวชน และประสบการณ์ ความสนใจของเยาวชน

Luciano Floridi (2011) ในงานวิเคราะห์การออกแบบข้อมูล ได้เสนอว่า ข้อมูลชิ้นหนึ่งมีองค์ประกอบคือ กรอบทางความคิด เป้าหมาย และ บริบท หากเรามองสื่อว่าคือข้อมูลชิ้นหนึ่ง เราอาจจะกล่าวได้ว่า การออกแบบสื่อโดยเยาวชนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น เยาวชนแทบไม่สามารถมีส่วนร่วมได้จริง เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นผู้กำหนดองค์ประกอบใดเลยในการผลิตสื่อ

การตัดขาดจากการมีส่วนร่วมในการผลิตนี้ ยังถูกเน้นยํ้าด้วยสาเหตุสุดท้าย คือ การขาดแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับการผลิตสื่อ แหล่งข้อมูลอ้างอิงในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงข้อมูลว่าด้วยวิธีการผลิตสื่อ แต่หมายถึงข้อมูลว่าด้วยประสบการณ์ของเยาวชนเอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการจะสร้างสื่อที่แสดงถึงมุมมองของเยาวชน แน่นอนว่าเยาวชนคนหนึ่งย่อมมีประสบการณ์ของการเป็นเยาวชนอยู่แล้ว แต่การขาดฐานข้อมูลที่ตั้งอยู่บนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์นั้นกับเยาวชนคนอื่น ทำให้ประสบการณ์นั้นไม่ถูกเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายความรู้ในระดับสาธารณะ เยาวชนแม้จะมีประสบการณ์ส่วนตัวของการเป็นเยาวชน พวกเขาก็ไม่มีวิธีที่จะสร้างประสบการณ์นั้นให้เป็นความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับเยาวชน ผลสุดท้ายเยาวชนจึงไม่สามารถยืนยันประสบการณ์ของตนเองในฐานะความรู้ที่จะนำมาใช้ในการผลิตสื่อที่จะเป็นตัวแทนเยาวชนได้ Floridi ในงานวิเคราะห์เดียวกับก่อนหน้า ได้อธิบายไว้ว่า ข้อมูล ไม่สามารถถูกทำความเข้าใจถึงความหมายได้หากปราศจากระบบที่ข้อมูลนั้นเชื่อมโยงอยู่ด้วย เราอาจสามารถกล่าวในทางเดียวกันได้ว่า ประสบการณ์ของเยาวชนคนหนึ่งไม่สามารถถูกทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน หากปราศจากการมีฐานข้อมูลในการทำความเข้าใจประสบการณ์นั้นร่วมกับประสบการณ์ของเยาวชนคนอื่น

แนวทางการรับมือกับปัญหา

1. การให้อิสระต่อเยาวชนในการผลิตสื่อ ในด้านกรอบการทำงาน ประเด็น และการบริหารพื้นที่ในการทำงาน โดยมีมาตรฐานการวัดคุณค่าของผลงานซึ่งอ้างอิงจากกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือ เยาวชน แทนที่จะเป็นการวัดโดยคณะกรรมการขององค์กร

2. การพัฒนาฐานข้อมูลเยาวชนซึ่งตั้งอยู่บนโลกทัศน์ ประสบการณ์ และความเข้าใจของเยาวชน เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการทำความเข้าใจเยาวชน และเป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างเยาวชนกับภาคส่วนอื่นในสังคม ฐานข้อมูลจะต้องมีลักษณะปลายเปิดในด้านระบบการคัดกรองข้อมูล เพื่อรองรับพลวัตการเปลี่ยนแปลงของการเป็นเยาวชน นิยามของเยาวชนจะต้องเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อรับมือกับสถานการณ์รอบตัวเยาวชน และดังนั้นจึงต้องครอบคลุมมิติที่หลากหลายและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเสมอ

3. การพัฒนาในข้อ 1. และ 2. นั้นควรจะนำไปสู่การสร้างภาคส่วนที่ชัดเจนขึ้นของเยาวชน สิ่งสำคัญต่อมาก็คือการพัฒนาการสื่อสารที่เข้มแข็งบนฐานข้อมูลเยาวชนที่ถูกสร้างขึ้น ทั้งระหว่างเยาวชน และต่อภาคส่วนอื่นในสังคม นี่คือเป้าหมายของการสร้างเครือข่ายของเยาวชน และเป็นตัววัดคุณค่าของฐานข้อมูลเยาวชน ชุดความรู้ว่าด้วยเยาวชนที่ถูกออกแบบขึ้นมานี้ มีคุณค่าขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนเอง และกับคนอื่นในสังคม

ผู้วิจัยคาดว่า การพัฒนานี้จะช่วยให้สื่อโดยเยาวชนที่สนับสนุนโดยองค์กรเพื่อเยาวชนตั้งอยู่บนความสนใจของเยาวชน พร้อมกับสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารที่ดีและสร้างสรรค์ระหว่างภาคส่วนอื่น (อันร่วมไปองค์กรเพื่อเยาวชน และหน่วยงานเพื่อการศึกษา) กับเยาวชน        

อ้างอิง

Connolly, W. (1991). Identity / Difference. Ithaca: Cornell University Press.
Floridi, L. (2011). The Philosophy of Information. Oxford: Oxford University Press.
Floridi, L. (2013). The Ethics of Information. Oxford: Oxford University Press.
Fricker, M. (2011). Epistemic injustice. Oxford [u.a.]: Oxford University Press.
Habermas, J. (2007). The theory of communicative action. Cambridge: Polity Press.
Rosenberger, R., & Verbeek, P. (2015). Postphenomenological investigations. London: Lexington Books.
United Nations Department of Economics and Social Affairs. (2015). Youth Population Trends and Sustainable Development. UN DESA.
United Nations Development Programme. (2017). Enhancing Youth Political Participation throughtout the Electoral Circle. UNDP.
วริศ ลิขิตอนุสรณ์. (2017). วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิง วัฒนธรรม. Newground Lab. สืบค้นจาก http://www.newgroundforum.com/blog/proposal/youthfund/
มูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน. (2017). Mediaforyouth.or.th. Retrieved 12 October 2017, from http://www.mediaforyouth.or.th/content/view/33.htm

  

การพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนญี่ปุ่น และบทเรียนสำหรับการพัฒนาเยาวชนไทย ภายใต้บทวิเคราะห์การ์ตูนมังงะร่วมสมัย

ณัฐชนน เกิดมั่นคง / Newground Lab

หมายเหตุ:  บทความที่เผยแพร่อยู่ระหว่างตั้งต้นการศึกษาวิจัยต่อ ยังไม่ใช่บทสรุปการศึกษา

เนื่องมาจากผลของโลกาภิวัตน์และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีคิดแบบสมัยใหม่ เยาวชนญี่ปุ่นมีภาระที่ต้องปรับตัวสูง สิ่งที่เป็นประเด็นในการศึกษาครั้งนี้คือ ญี่ปุ่นร่วมกันพัฒนาเยาวชนสู่ความเป็นพลเมืองได้อย่างไรทั้งในเชิงสร้างสรรค์และในเชิงแก้ปัญหา ซึ่งมีภาพรวมของการพัฒนาที่กว้าง แต่งานชิ้นนี้จะเริ่มจากการค้นคว้าถึงสิ่งที่สังเกตได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ คือพฤติกรรมของเยาวชนญี่ปุ่นที่ได้ถูกบันทึกหรือชี้นำลงในสิ่งที่เรียกว่า “การ์ตูนมังงะ”

เหตุที่ยกกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น เพราะความสัมพันธ์ของไทยและญี่ปุ่นมีลักษณะที่น่าสนใจจะเปรียบเทียบอยู่หลายประการ ทั้งสภาพเศรษฐกิจและสังคม ถึงกระนั้น ความเป็นพลเมือง (citizenship) ของเยาวชนญี่ปุ่นยังคงมีความก้าวนำประเทศไทยอยู่ โดยข้าพเจ้าได้ตั้งข้อสังเกตจากปัจจัยดังนี้ (1.) พื้นที่สาธารณะทางความคิด (2.) ความรู้จักตนเอง (self actualization) ภายใต้หลักการของเหตุและผล (ลิขิต ธีรเวคิน, 2556)

ด้วยพื้นฐานของปัจจัยข้างต้น ข้าพเจ้าจึงได้ความคิดตั้งต้นว่า การที่เยาวชนไทยยังไม่ได้ถูกแนะนำให้เห็นถึงความเป็นพลเมือง อาจเพราะยังขาดปัจจัยหล่อเลี้ยงที่คล้ายกันดังกล่าว อันมีผลกระทบในด้านอื่นๆ ตามมา อาทิ ดัชนีความสุขในชีวิตที่ติดลบ การไม่รู้จักตนเองที่แท้จริง ความไม่กล้าแสดงออกทางสิทธิ หรือ รวมกระทั่งการเห็นคุณค่าของชีวิตตนเอง ทั้งนี้เป็นผลกระทบสืบเนื่องไปถึงสุขภาพจิตของเยาวชนที่แย่ลง เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการหาสารัตถะของตัวตน หรือความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผลซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างพลเมือง จนเป็นความสัมพันธ์ที่สืบทอดไปถึงปลายสายคือ การที่เยาวชนไทยที่เข้าไม่ถึงความเป็นพลเมือง ต้องพบกับสภาวะขาด “สิทธิและทรัพยากรสำหรับพลเมือง”

บทนำ

สิ่งที่เยาวชนไทยให้ความสำคัญ ณ เวลานี้ คือความมั่นคงทางชีวิต โดยมีกรอบเงื่อนไขที่สำคัญคือ
สิ่งที่เยาวชนไทยคิดที่จะเลือกที่จะทำต้องได้รับการยอมรับจากสภาพแวดล้อม หรือ การยอมรับทางสังคมจากสภาพแวดล้อมของวัฒนธรรมเก่า ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อปัจจัยการสร้างความเป็นพลเมือง หรือกุญแจสำคัญที่เรียกว่า ความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล อันหมายถึงการได้เลือกตัวตนที่แท้จริง ด้วยความคิดทางตรรกะของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า เยาวชนไทยตอนนี้ตกอยู่ภายใต้กรอบพื้นที่ทางความคิด “แบบอิงสิ่งแวดล้อมของวัฒนธรรมเก่า” หมายถึง การต้องปรับตนตามแวดล้อมมากกว่าการใช้เหตุผลตามวิธีคิดแบบสมัยใหม่ ทำให้ดุลยภาพทางการเมืองของเยาวชนเสียไป
โดยกรณีศึกษาที่ว่า เยาวชนไทยจะเชื่อและให้ความสำคัญกับความถูกต้องของสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม มากกว่าความถูกต้องตามหลักเหตุและผลที่อยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ จาก บท จริยศาสตร์ ของอริสโตเติล (สมบัติ จันทรวงศ์, 2558) เช่น เงินเดือนทั้งหมดเดือนแรกต้องให้บิดาและมารดา โดยที่เมื่อให้ทั้งหมดแล้วก็ยังคงต้องหยิบยืมจากบิดามารดาโดยปกติ หรือ การที่ต้องบวชพระโดยการไปกู้ยืมเงินมาอย่างมหาศาล รวมถึงการที่ลูกข้างบ้านรับราชการแต่ตนทำเอกชน ไม่เป็นที่สร้างหน้าสร้างตาแก่พ่อและแม่ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ปรากฏการณ์ดังกล่าวสมควรเป็นที่ถูกจับตามองว่า อะไรคือ “สมดุลของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทย” หมายถึง ความสมดุลกันระหว่างหลักเหตุผล และ สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม และมันมีอยู่อย่างพอดีแล้วหรือไม่ หากเมื่อไม่มีสมดุลแล้วอาจทำให้เกิดวาทกรรมกดทับ ส่งผลต่อกระบวนการคิดของเยาวชนที่เมื่อจะทำหรือแสดงออกในสิ่งที่คิดว่าดีด้วยหลักเหตุผลแล้ว กลับยังต้องแบกรับวาทกรรมการยอมรับจากสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเก่าของสังคมไทย

อย่างไรก็ดีภายใต้บทวิเคราะห์การ์ตูนมังงะร่วมสมัย ข้อสังเกตเบื้องต้นพบว่าเยาวชนไทยส่วนมากที่รับชมการ์ตูนร่วมสมัย ตั้งแต่ยุคโชวะจวบจนเฮเซ (ค.ศ.1989 – ปัจจุบัน) เยาวชนไทยเหล่านี้พฤติกรรมเบื้องต้นจะเป็นเยาวชนที่กล้าแสดงออก สิ่งที่พบเห็นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์คือ กิจกรรมในการวิ่งนารูโตะที่ มธ. (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2560) หรือการแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูน (cosplay) ตามเทศกาลรวมพลคนรักการ์ตูน โดยเงื่อนไขหนึ่งที่เป็นที่น่าสังเกต คือ กิจกรรมดังกล่าวที่ข้างต้นยังอยู่ในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเฉพาะกลุ่ม

แต่กระนั้นแล้ว เมื่อกิจกรรมดังกล่าวมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะทางความคิดในทางประชาสังคม (Civil Society) อย่างแท้จริงแล้ว กลับเกิดความกลัวที่จะติดต่อกับบริบทสิ่งแวดล้อมทางความคิดอื่นๆ อาทิ การวิ่งท่านารูโตะ ที่จัดขึ้นในสวนสาธารณะ ม. บูรพา 2560 พบว่า เมื่อผู้ร่วมกิจกรรมวิ่งมาระยะหนึ่งพอสมควรและได้พบเจอกับผู้คนโดยทั่วไปที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรม ผู้ร่วมกิจกรรมดังกล่าวจะกลับมาเปลี่ยนท่าวิ่งตามปกติตามที่คนโดยทั่วไปวิ่งกัน ซึ่งแตกต่างจากกิจกรรมลักษณะเดียวกันที่มหาวิทาลัยธรรมศาสตร์ โดยผู้ร่วมกิจกรรมวิ่งท่านารูโตะตั้งแต่ต้นจนจบรายการ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเฉพาะกลุ่มที่แข็งแรงกว่า และไม่ได้เผชิญหน้ากับพื้นที่สาธารณะทางความคิดอื่นๆ

พฤติกรรมการแสดงออกดังกล่าวหากไปแสดงออกในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดเดิม หรือสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเดิมของไทย ปัจจัยที่จะทำให้วัฒนธรรมเดิมยอมรับก็จะมีเพิ่มขึ้นมา เช่น การนอบน้อมถ่อมตนทางวัฒนธรรม อย่างในกรณีศึกษา เช่นในรายการ (The X Factor Thailand, 2560 ) โดยนักร้องนำได้แต่งตัวตามแบบตัวการ์ตูนและแสดงออกถึงสถาบันความคิดของตน ซึ่งกรณีดังกล่าว นักร้องได้เข้าไปในโซนพื้นที่ทางความคิดที่มีอยู่ก่อน และจำเป็นต้องมีการแสดงออกที่ปรับเปลี่ยนไปจากปกติ สิ่งที่น่าสังเกตคือ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้แสดงออกโดย “โจมตีวัฒนธรรมความคิดเก่าเดิมที่มีอยู่ก่อน” พวกเขาเพียงอยู่ในกรอบพื้นที่ทางความคิดเดิมนั้น และขอแสดงพื้นที่ทางความคิดของตนให้เห็นบ้าง ไม่ใช่การขยายพื้นที่ทางความคิดในพื้นที่สาธารณะ (หมายถึงการบ่งบอกตัวตนของตนเองแต่ไม่ได้ชักชวนหรือชักนำให้คนอื่นต้องทำตาม) สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อพวกเขาไม่ได้ต่อรองกับอำนาจทางความคิดเดิม คือการได้รับความยอมรับโดยสายตาของความเอ็นดูจากวัฒนธรรมเดิม ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนนัยสำคัญของพื้นที่สาธารณะทางสังคมอย่างที่พลเมืองมีสิทธิที่จะต่อรอง

ข้อสังเกตที่ได้จากทั้งสองกรณีศึกษา คือ การอยู่ในการแสดงออกในพื้นที่อิทธิพลทางความคิดตน กับ นอกพื้นที่อิทธิพลความคิดตน กลายเป็นการแยกนัยสำคัญของความเป็นเยาวชนเองออกจากพื้นที่การต่อรองอำนาจทางสังคม กล่าวคือ เยาวชนไม่ได้มีโอกาสใช้ความเป็นตัวของตัวเองหรือความรู้จักตนเองอย่างเด็มที่ เมื่อต้องสวมบทบาทของพลเมือง

เมื่อเกิดลักษณะของ “การจีบวัฒนธรรม” ให้วัฒนธรรมทางความคิดเก่ามองเห็นและเอ็นดูแล้ว จึงอาจค่อยเข้าสู่กระบวนการต่อไป คือ การประนีประนอมทางวัฒนธรรมความคิด ซึ่งนี้ถือเป็นลักษณะเด่น หรือเป็นกุญแจสู่การสร้างความเป็นพลเมือง เพราะในกรณีศึกษาดังกล่าวทำให้เกิดความหลากหลายทางพื้นที่วัฒนธรรมความคิด ซึ่งเป็นลักษณะของ “เจตจำนงร่วม” ตามทฤษฏีของ รุสโซ ที่ว่าเสียงส่วนมากคือ ฉันทามติ (สมบัติ จันทรวงศ์, 2558) ฉันใดฉันนั้น การที่เสียงส่วนน้อยอย่างนักร้องเพลงการ์ตูน หรือกลุ่มคนวิ่งนารูโตะในกรณีศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา ถือเป็นผลสำเร็จทางการสื่อสารที่ดี อันอาจมองได้ว่าเป็นความพยายามแก้ปัญหาในเรื่องของสมดุลวัฒนธรรมทางความคิด ที่จะเป็นประเด็นถกเถียงในบทความนี้ ว่าจะก้าวต่อจากกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นโอกาสในการสร้างสมดุลทางวัฒนธรรมทางความคิด เพื่อการสร้างพลเมืองในเยาวชนไทยได้อย่างไร โดยเริ่มวิเคราะห์จากสื่อการ์ตูนมังงะร่วมสมัย

บทเรียนจากการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยกับแง่คิด ทัศนคติ และมุมมองต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนญี่ปุ่น

ในสังคมญี่ปุ่น ความตระหนักต่อระเบียบแบบแผนการดำรงชีวิตถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากพบพฤติกรรมที่แตกต่างก็จะถูกสังคมเพ่งเล็งในทางที่ไม่ดีต่อตนได้ (รายการดูให้รู้ ด้านมืดของญี่ปุ่น, 2559) อาทิ การมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับคนหมู่มาก เช่นในวัยเด็ก ถ้าเรียนไม่เก่งก็จะถูกเพื่อนแกล้งหรือไม่ให้เข้าสังคมกลุ่ม ในวัยรุ่นตอนต้นหากไม่เข้าร่วมพฤติกรรมที่กลุ่มทำ (clines) ก็อาจจะไม่มีที่ยืนในสังคม หรือการที่ในช่วงระยะเวลาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นอย่างเต็มตัว ถ้าไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์หรือบุคลิกของตนให้ดีได้ก็จะถูกเมินเฉยต่อปฏิสัมพันธ์ด้านต่างๆ อย่างในมังงะแอนิเมชันร่วมสมัยและรวมที่เป็นมังงะเล่มเรื่อง Masamune-kun no Revenge โดยเนื้อเรื่องย่อ พระเอกเป็นหนุ่มอ้วนที่ถูกเพื่อนหลอกใช้ เพราะด้วยบุคลิกที่กลุ่มเพื่อนไม่ต้องการให้เข้าพวก ต่อมาพระเอกต้องเปลี่ยนบุคลิกตัวเองให้มีรูปลักษณ์ที่ดี เพื่อที่จะให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลในสังคม

มีเยาวชนญี่ปุ่นอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกรอบในการพัฒนาตนเอง ไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองได้ เยาวชนกลุ่มนี้ก็มีบางส่วนที่กลายเป็นโรคขังตัวเองอยู่ในห้อง (ฮิคิโคโมริ) ซึ่งอาการดังกล่าวจะเก็บตัวอยู่ในห้องไม่กล้าไปพบเจอสังคม (รายการดูให้รู้ ด้านมืดของญี่ปุ่น, 2559) การ์ตูนมังงะที่สะท้อนปรากฏการณ์ดังกล่าว อาทิ Naruto, One Piece, Attack on Titan, Digimon Adventure และอื่นๆ อีกมากมายที่ข้าพเจ้าอาจจะตกสำรวจ การ์ตูนมังงะดังกล่าวในข้างต้น มีเนื้อหาใจความที่ตัวละครนำเสนอในเรื่องของการผจญภัยและพบเจอกับอุปสรรค เมื่อถอดรหัสออกมาพบว่าสารสาระในการ์ตูนมังงะดังกล่าวล้วนมีส่วนที่เชื้อเชิญหรือกระตุ้นให้เยาวชนผู้ได้รับชมมีกำลังใจที่จะกลับมาอีกครั้งในสังคม ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระที่ยังสนับสนุนด้วยการ ให้ความสำคัญต่อเยาวชน 

ความน่าสนใจอีกประการคือสิทธิพลเมืองตามรูปแบบเสรีประชาธิปไตยในญี่ปุ่น สิ่งที่หล่อเลี้ยงปรากฏการณ์ข้างต้น คือการ์ตูนมังงะที่สะท้อนมุมมองสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียม อาทิ Maid Dragon (Cool-kyou-shinja, 2013) โดยเนื้อเรื่องให้ความสำคัญกับตัวแสดงที่เป็นผู้หญิงมาก โดยต้องการสร้างตัวตนใหม่ๆ ให้กับสตรีเพศในการแสดงสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สาธารณะญี่ปุ่น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิรูปสภาพของวัฒนธรรมทางสังคม  หลักฐานที่ทำให้เห็นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ คือการที่สตรีเพศในญี่ปุ่นเริ่มที่จะได้ทำงานที่สมัยก่อนจำกัดเพียงให้ผู้ชายทำได้เท่านั้น อันเนื่องมากจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม (WPR, 2016) ที่ส่งเสริมให้เป็นเช่นนั้น และได้ถูกนำเสนอผ่านทางการ์ตูนมังงะข้างต้น

ผลสืบเนื่องจากปรากฏการณ์ข้างต้นทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมือนกันและความแตกต่างของพื้นที่วัฒนธรรมทางความคิดของเยาวชนญี่ปุ่นและไทยบนสื่อ เบื้องต้นได้ตั้งข้อสังเกตดังนี้

การ์ตูนมังงะร่วมสมัยของเยาวชนญี่ปุ่น กับ สื่อโดยทั่วไปที่นำเสนอภาพเยาวชนไทย

 

ในตารางที่ปรากฏ วัฒนธรรมความคิดของไทยและญี่ปุ่นมีบริบทอันเป็นที่น่าสังเกตคือการให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมทางความคิด สิ่งที่แตกต่างคือ การให้ความสำคัญต่อเยาวชน และ อิทธิพลของตัวแสดง

การเปรียบเทียบความสัมพันธ์เชิงซ้อนในการถอดรหัสของการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น

ในบริบทของประเทศไทย การถอดรหัสของการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นเท่าที่สังเกตได้อย่างเป็นเชิงประจักษ์ อันได้แก่ เทศกาลแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูน (cosplay) ของเยาวชนไทย จากการสำรวจโดยมีประสบการณ์ร่วม เยาวชนไทยจะให้ความสนใจกับตัวละครเอก เช่น แต่งตัวเป็น นารูโตะ หรือ ซาซึเกะ จากเรื่องนารูโตะ รวมถึงการ์ตูนคู่หูคู่เคียงของการ์ตูนนารูโตะอย่าง วันพีช ก็จะให้ความสนใจในลูฟี่ หรือ ซันจิ หรือการจองตัวละครของกลุ่มเด็ก เช่นใน ฮีโร่ขบวนการห้าสี ในกลุ่มเด็กประถมมักจะจองตัวละครสีแดงที่เป็นละครเอกมากกว่าตัวละครสีอื่นๆ

การสำรวจดังกล่าวอาจทำให้อุปมาได้ในเบื้องต้นว่า เยาวชนไทยมีพื้นฐานทางการประกอบสร้างตัวตนผ่านมังงะญี่ปุ่นควบคู่ไปกับ “การสร้างภาพลักษณ์แบบตัวละครเอก” ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นการกลับด้านกลับมุม (revers) หรือการเลือกนำเพียงบางส่วนของมังงะญี่ปุ่นที่เข้ากันได้กับสิ่งแวดล้อมทางความคิดแบบไทยอยู่แล้ว กลับมาหล่อเลี้ยงพื้นที่วัฒนธรรมทางความคิดแบบไทยให้มีความแข็งแรงต่อไปได้ เช่น เยาวชนรุ่นใหม่ถูกครอบด้วยวาทกรรมในการสร้างภาพลักษณ์แบบตัวละครเอก เพื่อตอบสนองต่ออิทธิพลทางความคิดแบบเดิมคือความกตัญญูในมายาคติแบบไทย การยัดเยียดความกตัญญูโดยการกำกับบริบทความเป็นอยู่ของบิดามารดา ผลกระทบที่ตามมาอาจได้แก่ ทำให้บริบทความเป็นพลเมืองสำหรับผู้สูงอายุหายไป เพราะไม่มีพื้นที่ในการตัดสินใจด้วยตนเอง ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่สำคัญต่อการสกัดกั้นการสร้างความเป็นพลเมืองต่อทุกภาคส่วน เพราะผลจากการกระทำของเยาวชนไทยที่ถอดรหัสออกมาจากมังงะญี่ปุ่นว่า การเป็นตัวละครเอกแบบในการ์ตูน คือการที่จะต้องไปจัดแจงชีวิตของผู้อื่น เพราะคิดว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี

เมื่อเปรียบเทียบกับการถอดรหัสของการสร้างความพลเมืองของเยาวชนของญี่ปุ่น เยาวชนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญในตัวตน ความสนใจของตนเองและให้ความสนใจต่อระบบโครงสร้างที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดการถูกเหยียดหยามได้ในที่สาธารณะชน โดยถ้าฟังโดยรวมแล้วก็ไม่ได้ผิดแปลกแตกต่างอะไรจากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมทางความคิดแบบไทยเลย เพียงแต่จุดร่วมที่แตกต่าง คือการที่เยาวชนญี่ปุ่นจะรู้ซึ่งหน้าที่ และ ไม่ก้าวกายหน้าที่ของกันละกัน ซึ่งถ้าไปก้าวกายของหน้าที่ซึ่งกันและกันเข้า วัฒนธรรมญี่ปุ่นถือว่าเป็นการดูถูก วัฒนธรรมทางสิ่งแวดล้อมแบบนี้ จะเป็นการก่อรากสร้างฐานในการพัฒนาความเป็นพลเมืองได้อย่างดีเยี่ยม เพราะรักษาเสถียรภาพความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล ได้เป็นอย่างดี

อย่างในกรณีศึกษาเปรียบเทียบทางสื่อที่มาจากรากฐานทางสิ่งแวดล้อมของทั้งสองวัฒนธรรม ตัวอย่าง ภาพยนตร์โฆษณา Forget Me Not ของไก่ย่างห้าดาว ที่ต้องการนำเสนอว่าการที่นำพาแม่ไปที่บ้านพักคนชรา ถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย ซึ่งชุดความคิดนี้ก็ถือได้ว่าเป็นที่ยอมรับ เพียงแต่ประเด็นปัญหาที่ข้าพเจ้าสังเกต คือการที่มารดาตัดสินใจที่จะไปบ้านพักคนชราเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของลูกนี้ กลับไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งนี้จะเป็นการผลิตซ้ำให้ไม่เกิดการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง เพราะถูกตีกรอบด้วยสภาพแวดล้อมที่ให้เหตุผลเอาไว้ว่าการตัดสินใจของคนชรา (หรือคนอื่น) ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ หากมองเปรียบเทียบกับสื่อที่ใกล้เคียงการ์ตูนมังงะญี่ปุ่น ชุดวัฒนธรรมทางความคิดที่ไปในทิศทางหรือเฉกเช่นเดียวกันกับกรณีศึกษาดังกล่าวยังคงมีให้พบเห็น เช่น ละครซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่อง I am Home ep. 7 ที่มีเงื่อนไขเหมือนกรณีศึกษาของไทยเบื้องต้น เพียงแต่จุดแยกที่แตกต่าง คือการตัดสินใจของผู้สูงอายุได้รับการตอบสนอง ทำให้เยาวชนญี่ปุ่นรุ่นหลังได้ทราบถึงว่า การที่จะให้คุณพ่อหรือคุณแม่ได้พักที่บ้านคนชรายามชราภาพไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ผลิตซ้ำด้วยการเคารพในหน้าที่ของซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกรณีศึกษาผ่านสื่อที่สำคัญของการพัฒนาความเป็นพลเมือง

บทสรุป

ตารางบทเรียนจากการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยเปรียบเทียบกรณีเชิงสำรวจในเยาวชนไทย

ในสื่อการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นนั้นจากองค์ประกอบที่กล่าวมาทำให้ทราบถึงการพัฒนาความเป็นพลเมืองโดยสังเกตได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านทัศนคติของตัวละคร ซึ่งตัวละครที่กล่าวมาคือผลผลิตจากสภาวะโลกจริงที่เยาวชนญี่ปุ่นได้รับผลกระทบและเป็นอยู่

สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งยวด คือการสกัดกั้นกันของวัฒนธรรมทางความคิดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของไทย โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวจะไม่ให้เกิดความหลากหลายทางพื้นที่สาธารณะทางความคิดซึ่งนั้นถือได้ว่าเป็นผลร้ายและโดยรวมต่อการสร้างความเป็นพลเมือง เพราะถ้าเยาวชนไทยไม่มีความรู้จักตนเองภายใต้หลักการของเหตุและผล อย่างที่ได้อธิบายในข้างต้น ก็จะเป็นการขัดขวางมิให้เกิดเจตจำนงร่วมในทฤษฏีทางพลเมืองที่รุสโซเป็นผู้กล่าวนำไว้

ปัญหาที่อยู่นอกเหนือจากบทความนี้ คือ สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมก็มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาความเป็นพลเมือง ปรากฏการณ์นี้ถือว่าเป็นที่ทราบกันโดยสามัญหรือทั่วไป

ความหวังต่อการ์ตูนมังงะญี่ปุ่นร่วมสมัยต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเยาวชนไทย

กรณีที่น่าเป็นที่ยินดีคือการที่เยาวชนไทยผู้ที่ให้ความสนใจในสื่อการ์ตูนมังงะร่วมสมัย พวกเขาเหล่านี้จะเป็นผู้ที่กล้าแสดงออก และสามารถที่จะกล้านำเสนอพื้นที่อิทธิพลทางความคิดของตน โดยที่เคารพสิทธิของวัฒนธรรมที่มีความคิดชุดเดิมอยู่ ประเด็นดังกล่าวที่ข้าพเจ้าสังเกตได้คือพฤติกรรมนี้คือสัญญาณเริ่มต้นในการยืนยันถึงความนิยมในความรู้จักตัวเองหรือเป็นตัวของตัวเองภายใต้หลักการของเหตุและผล ซึ่งเป็นการถอดรหัสชุดเดียวกันของเยาวชนญี่ปุ่น อันจะเป็นการสร้างความเป็นพลเมืองได้อย่างสมเหตุสมผลภายใต้ทฤษฎีของความเป็นพลเมืองอย่างสากล

บรรณานุกรม

Cool-kyou-shinja (ผู้กำกับ). (2013). maid dragon [ภาพยนตร์].
Eiichiro Oda (ผู้กำกับ). (1998). one piece [ภาพยนตร์].
hajime isayama (ผู้กำกับ). (2009). attack on titan [ภาพยนตร์].
Hazuki (ผู้กำกับ). (2012). Masamune-kun no Revenge [ภาพยนตร์].
mamoru Hosoda (ผู้กำกับ). (1999). Digimon adventure [ภาพยนตร์].
masashi (ผู้กำกับ). (ม.ป.ป.). naruto [ภาพยนตร์].
The Editors. (12 october 2016). World Political review. เข้าถึงได้จาก https://www.worldpoliticsreview.com: https://www.worldpoliticsreview.com/trend-lines/20172/japan-tries-to-promote-women-s-rights-but-cultural-norms-stand-in-the-way
สมเกียรติ วันทะนะ. (2552). อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย. กรุงเทพ: อักษรข้าวสวย.
ลิขิต ธีรเวคิน. (9 ธันวาคม 2556). กรองสถานการณ์. (อดิศักดิ์ ศรีสม, ผู้สัมภาษณ์)
สมบัติ จันทรวงศ์. (2558). ประวัติศษสตร์ปรัชญาการเมือง. กรุงเทพ: คบไฟ.
thai pbs (ผู้กำกับ). (2559). ดูให้รู้ มุมมืด มองญี่ปุ่นอีกด้าน [รายการโทรทัศน์].