เรื่องทั้งหมดโดย admin

Participatory Culture วัฒนธรรมใหม่ในโลกออนไลน์

คนรุ่นใหม่ไม่ใส่สังคมจริงหรือ? เมื่อดูจากภาพรวมของสังคมปัจจุบัน ที่หลายๆ คนเรียกขานมันว่า “สังคมก้มหน้า” ก็ดูเหมือนจะจริงที่พวกเขาจะสนใจอยู่แต่ในโลกส่วนตัว นิตยสาร Time เคยให้คำจำกัดความของคนรุ่นใหม่ที่เกิดในปี 1980 – 2000 ว่า Generation Me พวกเขาหมกหมุ่นเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง เสพติดการมีภาพลักษณ์ดีๆในโลกโซเชียล แต่นั่นเป็นเพียงภาพจำด้านเดียวของเหล่ามิลเลนเนียลเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม Participatory Culture วัฒนธรรมใหม่ในโลกออนไลน์

จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

ถ้าพูดถึงปัญหาวัยรุ่น เรานึกถึงอะไรเด็กติดเกมส์ คุณแม่วัยใส การมั่วสุมเสพยา ความรุนแรง การกลั่นแกล้งในกลุ่มเพื่อน หนีเที่ยวกลางคืน เด็กแว๊นซ์รถยามวิกาล ฯลฯ ส่วนหนึ่งในทางแก้ยอดฮิตคือเราต้องสร้างจิตสำนึกให้กับวัยรุ่น” โดยเหมือนเราจะลืมไปว่า จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

อ่านเพิ่มเติม จิตสำนึกไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

การศึกษายุคใหม่ควรไปทางไหนดี กับสถิติจากนานาประเทศ

การศึกษายุคใหม่ควรไปทางไหนดี กับสถิติจากนานาประเทศ

หนึ่งในความขัดแย้งยอดนิยมเรื่องการศึกษาคือการปะทะทางความคิดกันระหว่าง “การศึกษาที่เน้นความรู้พื้นฐานวิชาการ เสริมสร้างวินัย” กับ “การศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเอง” อย่างเช่นเรื่องการแต่งเครื่องแบบที่ฝ่ายหนึ่งจะมองว่าทำให้เด็กมีระเบียบวินัย ส่วนอีกฝ่ายมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเด็ก เด็กควรมีสิทธิเลือกว่าเขาควรแต่งตัวแบบที่เขารู้สึกสบายใจ 

ความขัดแย้งที่ว่าไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นกันทั่วโลก Pew Research Center สถาบันวิจัยจากสหรัฐได้ทำการสำรวจ 19 ประเทศทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า 14 ประเทศ และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังเติบโตอีก 5 ประเทศ ได้ผลออกมาดังนี้

 

1. เศรษฐกิจยิ่งก้าวหน้า ยิ่งส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง

ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า พบว่าส่วนใหญ่มองว่าความคิดสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเองสำคัญกว่า อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่เลือกความคิดสร้างสรรค์กับระเบียบวินัยก็ต่างกันไม่มาก และประเทศพัฒนาแล้วอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสก็มองว่าวินัยและความรู้พื้นฐานสำคัญกว่าความคิดสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง

ส่วนในประเทศเศรษฐกิจกำลังเติบโตส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวินัยและความรู้พื้นฐานมากกว่า แต่เซอร์ไพรส์ที่ประเทศจีน ประเทศที่ปกครองแบบอำนาจนิยมคนที่ตอบแบบสำรวจมองว่าความคิดสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเองสำคัญกว่า

 

2. การเลือกว่าการศึกษาควรเน้นวินัยหรือความคิดสร้างสรรค์ เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองของคนตอบแบบสอบถาม

คนที่มีแนวคิดค่อนไปทางฝั่งซ้าย (ลิเบอรัล) มักจะชอบการศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ ส่วนคนที่มีแนวคิดค่อนไปทางขวา (คอนเซอร์เวทีฟ) มักจะสนับสนุนการศึกษาที่เน้นระเบียบวินัย โดยเฉพาะในสหรัฐที่ช่องว่างระหว่างคอนเซอร์เวทีฟกับลิเบอรัลห่างกันชัดเจน 67 ต่อ 33 นอกจากนี้ อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดคือกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจก้าวหน้า คนที่เป็นลิเบอรัลมีมากกว่า

 

3. คนยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งสนับสนุนการศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์มากกว่าวินัย

คนอายุ 18-34 ส่วนมากคิดว่าความคิดสร้างสรรค์สำคัญกว่าวินัย ในขณะที่คนอายุ 50 ปีขึ้นไปต้องการเน้นวินัยในการศึกษามากกว่า (ซึ่งก็คือแนวคิดของ Gen Y หรือ มิลเลนเนียล ปะทะกับ Baby Boomer นี่เอง) ซึ่งเมื่อดูจากชาร์ตแล้วจะเห็นความแตกต่างของ 2 เจเนอเรชั่นได้อย่างชัดเจน ยกเว้นในประเทศจีนทั้งสองรุ่นมีความต่างทางความคิดไม่มากนัก

 

4. ประเทศจีนมองว่าการสอนที่ดีที่สุดต้องมีความคิดสร้างสรรค์และวินัยพอๆ กั

ถึงแม้ในภาพรวมประเทศจีนจะให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์มากกว่า คนตอบแบบสอบถามจากจีนจำนวนไม่น้อย (28%) มองว่าควรให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง ทาง Pew Research Center มองว่า เพราะการสอบวัดผลของประเทศจีนยังเน้นไปที่การท่องจำเนื้อหาจากตำราอยู่

ส่วนในประเทศไทยนั้น ถึงแม้ทาง Pew Research Center ไม่ได้มาเก็บสถิติ แต่เมื่อดูจากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว พบว่าเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์และให้นักเรียนเป็นตัวของตัวเอง อย่างเช่นในโครงการการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ที่วางแผนโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เน้นไปที่การพัฒนา 3 ทักษะนี้

  1. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
  2. การคิดอย่างมีวิจารณญานและการแก้ปัญหา
  3. การสื่อสารและความร่วมมือ

นอกจากนี้ ยังกำหนดบทบาทของครูใหม่ จากการเป็นผู้สอนโดยตรง เปลี่ยนเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และมีหน้าที่กระตุ้นความคิด ให้นักเรียนสามารถประยุกต์ความรู้ที่เกิดขึ้นในห้องมาเป็นทักษะชีวิตได้

 

แต่ทว่าในทางปฏิบัติแล้วยังคงมีปัญหาอยู่ เช่น ต้องการความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ต้องการให้นักเรียนไว้ผมตามกฎและใส่เครื่องแบบให้ถูกระเบียบ เช่นเดียวกับการตากแดดเข้าแถวตอนเช้า รวมถึงการสอนก็ยังคงเน้นท่องจำและไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกทางความคิดเท่าที่ควร

 

“นักเรียนเป็นคนที่มีอำนาจน้อยสุดในโรงเรียน การที่เด็กไปอธิบาย ต่อรองกับครู สุดท้ายก็แพ้ เพราะครูมีอำนาจมากกว่า… หรืออย่างเราเคยแย้งว่าข้อมูลที่ครูพูดมาไม่ถูก แล้วครูคงโกรธ ถามกลับมาว่าไปเอาข้อมูลมาจากไหน เราก็บอกว่าเคยได้ยินมาจากคนอื่น ครูก็อ้างว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีหลักฐาน เหมือนครูไม่ได้ยอมรับ” วริษา สุขกำเนิด อดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ให้สัมภาษณ์เอาไว้

 

เพราะถึงแม้ส่วนกลางจะมีนโยบายให้เปลี่ยน แต่ความคิดของครูผู้สอนอาจจะยังไม่สามารถปรับได้เร็วตามแผนของกระทรวง รวมถึงวิธีคิดของหน่วยงานรัฐด้านการศึกษาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปตามแผน

 

“ปัญหาคือเข้ามาในโครงสร้างอำนาจเหมือนเดิม มีการสั่งงานแบบเดิมอยู่ ครูรุ่นใหม่คิดว่าตัวเองจะมีอิสระเต็มที่แต่จริงๆคือไม่มี เพราะถูกสั่งจากเขตพื้นที่ จากส่วนกลาง ต้องรับโครงการนั้นนี้มา”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

 

สุดท้าย มันก็ไม่สามารถสรุปได้ตายตัวหรอกว่าการเรียนการสอนแบบใดดีที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่เราบอกได้คือถ้าวางแผนอะไรไว้ เราก็หวังว่าจะเป็นไปได้ตามนั้น แล้วประเมินกันว่าการศึกษาแบบเน้นวินัยหรือความคิดสร้างสรรค์ อันไหนเวิร์คกับสภาพสังคมปัจจุบันมากกว่ากัน

ที่มา

Political Entrepreneur นวัตกรรมก็รู้เรื่อง การเมืองก็แอคทีฟ

นี่สิ ผู้นำที่โลกต้องการ  เพราะการเมืองอยู่รอบตัวเราทุกคน

เราอยู่ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเติบโตแบบก้าวกระโดด แทบเล็ตที่แรงพอๆ กับคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจนฉลาดกว่าคน รถที่ไปถึงที่หมายโดยไม่ง้อคนขับและไม่ใช้น้ำมัน การตัดแต่งพันธุกรรม และการพัฒนาระบบประสาทที่เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดนี้คือเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และกำลังจะเป็นที่แพร่หลายในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม Political Entrepreneur นวัตกรรมก็รู้เรื่อง การเมืองก็แอคทีฟ

เยาวชนกำลังสิ้นหวัง…หรือไร้อำนาจกันแน่?

ถึงแม้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยจะมีเฟซบุ๊ค และเป็นสมาชิกกลุ่มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเหนียวแน่น ที่มาพร้อมกับรูปดอกไม้และถ้อยคำ “สวัสดีวัน…” ได้อย่างดี แต่พอพูดถึงโซเชียลมีเดียกับเด็กแล้ว หลายๆ คนกลับกังวล และมองสื่อออนไลน์เหล่านั้นเป็นภัยคุกคามเยาวชน เอาง่ายๆ ขนาดคำว่า Media Literacy เมื่อมาอยู่ในบริบทไทยเราใช้คำว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” สะท้อนให้เห็นว่าสื่อคือภัยที่ทำร้ายเราได้ถ้าไม่รู้ทัน

 

ถ้าเรา Google ด้วยคำว่า “เด็ก โซเชียลมีเดีย” จะพบผลการค้นหาลำดับต้นๆ ดังนี้

  • “เข้าโซเชียลมีเดีย เด็กเสียอะไร”
  • “โซเชียลมีเดีย สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น”
  • “วัยรุ่นติดโซเชียล”
  • “วิจัยชี้โซเชียลมีเดีย ตัวการบั่นทอนความสุขของเด็กวัยรุ่น”

 

สอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีความสัมพันธ์พรูเด็นเชียลประจำปี 2559 ที่รายงานว่าพ่อแม่จำนวน 42% กังวลว่าลูกใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์นานเกินไป

 

ถึงอย่างนั้นก่อนที่จะไปตำหนิคนรุ่นใหม่ด้วยคำว่าพูดประมาณว่า “Gen Me เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง” เราลองย้อนถามตัวเองสักนิดไหมว่า “ทำไมเด็กยุคใหม่ถึงใช้สื่อโซเชียล” และสำคัญที่สุด “สื่อโซเชียลเป็นภัยจริงหรือ”

 

ในปี 2005 ยุคที่ Youtube เพิ่งเริ่มตั้งไข่ และยังไม่มี Facebook, Line, Instagram หรือ Snapchat ใดๆ Ruta K Valaitis นักวิจัยชาวอเมริกัน ได้ทำวิจัยในหัวข้อที่ว่า Computers and the Internet: Tools for Youth Empowerment

 

งานวิจัยนี้สำรวจการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตของเด็กมัธยมต้นในโรงเรียนหนึ่งที่เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา โดยผู้วิจัยและทีมงาน จะให้เด็กกลุ่มนั้นทำโครงการเพื่อสังคมขึ้นมาหนึ่งชิ้น ในเวลา 3 เดือน แล้วนักวิจัยจะเข้าไปสอบถามเด็กๆ สัปดาห์ละ 3 วัน สอบถามข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต ซึ่งเด็กๆ เหล่านั้นต้องใช้เพื่อติดต่อกับเพื่อนๆ ครูอาจารย์ และผู้ใหญ่ในชุมชน ตลอดระยะเวลาโครงการ และดูมุมมองของเด็กๆ ว่าพวกเขาเห็นคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตอย่างไร

 

ผลของการสำรวจก็คือ “เด็กๆ มองว่าคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้ตัวเองกล้าพูดกล้าทำมากขึ้น และควรส่งเสริมเด็กๆ ให้ใช้เทคโนโลยีนี้ในการพัฒนาสังคมของพวกเขา”

 

และนี่คือเหตุผลที่เด็กๆ กลุ่มตัวอย่างตอบเมื่อ 13 ปีที่แล้วว่า คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตมันดีอย่างไร

  1. ลดความอึดอัดในการสื่อสาร

  2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในวงสังคม

  3. เปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนตัวเอง

  4. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์แบบใหม่ที่ลดระยะเวลาในการติดต่อสื่อสาร หาข้อมูลได้มหาศาล และช่วยจัดเก็บข้อมูล

 

โดยเฉพาะข้อที่ 1 ที่เด็กๆ มองว่าพวกเขาสบายใจเวลาสื่อสารผ่านโลกออนไลน์มากกว่า เพราะมันทำให้เขาสามารถพูดออกไปโดยไม่ต้องกังวลกับแรงกดดันของอีกฝ่ายที่จ้องมองเราอยู่ ทำให้เด็กรู้สึกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายควบคุมในการพูดคุยมากขึ้น โดยที่พวกเขาไม่ต้องกังวลกับลำดับสูง-ต่ำทางชนชั้นในสังคม

 

kidshelpphone.ca เว็บไซต์ตอบปัญหาสุขภาพจิตวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกามองว่า เด็กและวัยรุ่นในสมัยนี้จำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง เพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าใช่ในสายตาผู้ใหญ่

 

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากค่านิยมของสองยุคที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างผู้ปกครองที่เป็นคนรุ่น Baby Boomer ที่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่าทุกคนควรอดทนและปรับตัวเองให้เข้ากับค่านิยมหลักของสังคม กับยุค Gen Y ที่ให้ค่าการแสดงออกที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การแสดงออกของ Gen Y หลายๆ ครั้ง ผู้ใหญ่มักส่งปฏิกริยาต่อต้านกลับไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าแสดงออกตรงๆ

 

ด้วยเหตุนี้เองการสื่อสารทางออนไลน์ใช่ว่าจะเป็น “สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น” เสมอไป แต่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของเยาวชนที่สามารถแสดงออกในสิ่งที่คิดได้อย่างเต็มที่ การมีคนเข้ามาตอบสนองเวลาโพสต์คอนเมนต์ต่างๆ ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมและถูกรับฟัง เสริมสร้างความมั่นใจให้แก่พวกเขา และเมื่อเด็กๆ รู้สึกเป็นตัวของตัวเอง พวกเขาก็จะอยากให้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนตในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คนอื่นๆ ต่อไป อย่างที่ผลวิจัยบอกมา

 

นอกจากนี้ kidshelpphone.ca ยังแนะนำอีกว่าในการสื่อสารกับคนยุคใหม่ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ให้ดีขึ้นสามารถทำได้โดยเคารพในการตัดสินใจของพวกเขา และช่วยเป็นที่ปรึกษาด้วยการถามคำถามเชิงบวก อาทิ “ต้องทำอย่างไรที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ล่ะ” “คราวก่อนแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรนะ” ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจได้เช่นกัน เช่นเดียวกับการรับฟังและช่วยจัดลำดับความคิด ช่วยแบ่งเป้าหมายใหญ่ที่ดูทำได้จริงยาก เป็นเป้าหมายเล็กๆ หลายๆ ชิ้น และให้กำลังใจเวลาที่เขาทำเป้าหมายเล็กๆ เหล่านั้นสำเร็จ ก็จะช่วยเปิดใจในการพูดคุยได้ดียิ่งขึ้น

 

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปมากเพียงใดคนเราก็ยังต้องการพื้นที่ในการแสดงออกอย่างสบายใจ และใครสักคนที่รับฟังอย่างไม่ตัดสิน รวมถึงชื่นชมในความสำเร็จที่เกิดขึ้น

 

โลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีต่างๆ หมุนไวเกินกว่าที่เราคาดเดาได้ ฝากเอาไว้ในมือของเด็กยุคปัจจุบัน เราจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนาศักยภาพของพวกเขาในแบบที่พวกเขาเป็น? นี่คือโจทย์ด้านการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้

 

ที่มา

 

วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

อ่านเพิ่มเติม วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

ในหนึ่งเดือนนักเรียนบ่นเรื่องอะไรบ้าง ? (1)

เราเก็บรวบรวมเรื่องราว 40 วัน (22 กย. – 7 พย.2560) มาจาก 500 กระทู้ล่าสุดในเด็กดีบอร์ดปัญหาในโรงเรียน

อ่านเพิ่มเติม ในหนึ่งเดือนนักเรียนบ่นเรื่องอะไรบ้าง ? (1)

ข้อเสนอ “การพัฒนาคนรุ่นใหม่” บนความเข้าใจ “วัฒนธรรมเยาวชน”

ฐานการทำงานคนรุ่นใหม่ บนความเข้าใจด้านวัฒนธรรม

อ่านเพิ่มเติม ข้อเสนอ “การพัฒนาคนรุ่นใหม่” บนความเข้าใจ “วัฒนธรรมเยาวชน”

ปิดแผลสวัสดิการ : วัฒนธรรมการร้องเรียน

วัฒนธรรมการร้องเรียน

วริศ ลิขิตอนุสรณ์

ภาพรวมของบทย่อยนี้จะยังไม่เรียกร้องให้มีสวัสดิการอะไรใหม่ แต่จะพยายามหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรให้สวัสดิการเก่าที่มีอยู่แล้วสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น อภิปรายโดยการเห็น “วัฒนธรรมการร้องเรียน” เป็นสำคัญ ดังนี้

อ่านเพิ่มเติม ปิดแผลสวัสดิการ : วัฒนธรรมการร้องเรียน

แผนที่ของมนุษย์

วริศ ลิขิตอนุสรณ์

          ข้อมูลประชากรจำนวนมากถูกผลิตหรือเผยแพร่ออกมาโดยองค์กรวิจัยใหญ่ๆ ของทั้งภาครัฐและไม่ใช่ Newground เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ไม่ยากจากการติดต่อศูนย์วิจัยต่างๆ และติดตามข่าวสารการวิจัยที่นำเสนอตัวเลขประชากรเกี่ยวกับ “เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่” เราอาจรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาปริทรรศน์และสร้างข้อเสนอเกี่ยวกับทิศทางประชากรได้เลยทันที แต่เราปฏิเสธที่จะทำแบบนั้นในบทนี้ เนื่องจากเราเห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการกระจายข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขประชากรตั้งแต่ต้นน้ำที่สำคัญกว่า และถ้าหากยังไม่แก้ไขก็จะทำให้งานการศึกษาแนวนี้ต้องเริ่มต้นอย่างยากลำบากโดยใช่เหตุและทำได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนของสังคมต่อไป

 

ถ้าเริ่มจากฐานคิดที่ว่าข้อมูลประชากรควรถูกเรียบเรียงรวมกัน เชื่อมต่อถึงกัน และทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเพื่อการต่อยอด การกลับมาพูดถึงการเผยแพร่และกระจายข้อมูลให้พร้อมสำหรับการต่อยอดเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนสิ่งอื่น กล่าวคือ ก่อนจะเห็นทิศทางของประชากร เราจำเป็นที่จะต้อง “เห็น” ตัวประชากรก่อน ข้อเขียนชิ้นนี้จะพยายามตั้งต้น Action Research หรือการ “วิจัยไปทำไป” เกี่ยวกับคำถามคร่าวๆ สามข้อ คือ

 

  1. ทำอย่างไรให้ข้อมูลประชากรเข้าถึงได้มากขึ้น จนกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ
  2. ทำอย่างไรให้ข้อมูลนั้นมีความ “เป็นมนุษย์” หรือมีความละเอียดลออมากขึ้น มากกว่าเป็นเพียงแค่ตัวเลข และ
  3. ทำอย่างไรให้การคมนาคมของข้อมูลดำเนินไปได้ด้วยความร่วมมือของสาธารณชน โดยเงื่อนไขใหญ่ของคำถามทั้งสามข้อนี้คือ ทำอย่างไรให้เริ่มทำได้ด้วยทรัพยากรที่ประชาชนและภาคีย่อยๆ ทั้งหลายมีอยู่แล้วในมือ และเข้าถึงได้อยู่แล้วในปี 2017 ทำอย่างไรให้มันไม่กลายเป็นหีบห่อของนโยบายที่เสนอให้คนอื่นเอาไปทำแล้วลอยหายไปในอากาศ ทำอย่างไรให้เริ่มทำได้ทันทีหลังจากที่เสนอ

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูลประชากรเข้าถึงได้มากขึ้น
เราอยากเริ่มด้วยข้อเสนอที่ไม่ซับซ้อนคือการสร้างพื้นที่แสดงผลข้อมูล (platform) ที่เผยแพร่การคมนาคมของข้อมูลดิบเกี่ยวกับประชากร ที่เกิดจากความร่วมมือและรับผิดชอบโดยฝั่งผู้ถือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้วจากภาครัฐ (เช่น สถิติทางการทะเบียนของกรมการปกครอง) ข้อมูลประชากรจากการสำรวจโดยศูนย์-สำนักวิจัยต่างๆ (เช่น งานที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ คณะ/ภาควิชาที่เกี่ยวข้องกับประชากรศาสตร์-รัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ) และข้อมูลจากส่วนการบริหารย่อยๆ ที่ยินดีจะให้ความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆ เท่าที่เข้าถึงได้ ทั้งหมดนี้สมควรมีพื้นที่แสดงผลกลางที่ทำให้ผู้ต้องการเข้าถึงข้อมูลสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย พื้นที่แสดงผลกลางที่ว่านี้ควรจะเกิดจากความร่วมมือของภาคีผู้ถือข้อมูลที่สามารถดึงข้อมูลและมอบข้อมูลที่มีอยู่มาร่วมกันเป็นภาคีแรก และขยายออกไปสู่ภาคีอื่นๆ

 

การรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลในเบื้องต้นเพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่แสดงผลข้อมูลนี้ไม่ใช่การคว้าเอาข้อมูลในตัวเองมากองรวมกัน เนื่องจากข้อมูลไหลบ่าอย่างรวดเร็ว หากเราทำงานหนักหนึ่งครั้งในการรวบรวมทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกันและเผยแพร่หรือวิเคราะห์มัน ตื่นเช้ามารุ่งขึ้นของวันถัดไป เราก็ต้องทำทุกอย่างใหม่อีกครั้ง การรวบรวมและเรียบเรียงในที่นี้จึงเป็นการคว้าเอา source หรือแหล่งของข้อมูลที่เป็นองค์กร (หรือไม่ใช่) มาสร้างภารกิจร่วมกันในการเผยแพร่ แลกเปลี่ยน และกระจายมันอีกทีหนึ่ง โดยแหล่งข้อมูลใดที่มีข้อมูลเผยแพร่ (เช่น กรมการปกครอง) แต่ไม่ได้ยินดีที่จะร่วมอยู่ในภารกิจการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล พื้นที่แสดงผลข้อมูลก็อาจจะหาวิธีใช้ตัวแทนไปดึงข้อมูลที่เผยแพร่อยู่แล้ว (เช่น อยู่บนเว็บไซต์กรมการปกครอง) มาเติมเต็มภาพรวมของข้อมูลบนพื้นที่แสดงผลข้อมูลเองอีกที

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้เขียนขออนุญาตเปรียบเทียบพื้นที่แสดงผลกลางนี้เป็น Social Network อย่างเช่น Facebook แต่พื้นที่แสดงผลกลางนี้จะไม่ใช่ Facebook ของปัจเจก แต่เป็น Facebook ขององค์กรข้อมูล โดยอาจมีลักษณะการหล่อเลี้ยงและดูแลการเติบโตของข้อมูลที่ใกล้เคียงกับ Wikipedia ที่ก็เป็น Social Network ของข้อมูลอยู่แล้วประมาณหนึ่ง (ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม) เมื่ออภิปรายมาในทิศทางนี้แล้วก็จะเห็นว่าการกระจายข้อมูลประชากรที่ Newground ฝันถึงนั้นน่าจะเป็นการกระจายข้อมูลบนเครือข่ายดิจิทัล และเป็นเครือข่ายดิจิทัลของข้อมูลที่หล่อเลี้ยงไปได้ด้วยคุณสมบัติแบบเครือข่ายสังคม

 

พื้นฐานของการตั้งต้นควรจะมีเท่านี้ แต่ผู้เขียนอยากจะเสนอเพิ่มไปถึงรูปลักษณ์ของการแสดงผลและความสะดวกในการเข้าถึงเพื่อใช้งานของมัน (User Interface, User Experience) และอยากให้อยู่ในข้อเสนอชิ้นนี้ตั้งแต่ต้นเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญใน “ปลายน้ำ” ของการนำเสนอข้อมูลว่าทั้งหมดที่ทำมาอาจสูญเปล่าถ้ามี UI และ UX ที่ย่ำแย่ กล่าวคือกองทุนทั้งกองทุนในประเทศนี้ที่มีจุดประสงค์ที่ดี มีการดำเนินการบริหารจัดการภายในที่เพียบพร้อม อาจสามารถไม่มีผู้ขอรับทุนที่มีคุณภาพไปทำงานเพื่อสังคมได้ เพียงเพราะว่าผู้ขอรับทุนไม่ทราบว่าปุ่มเข้าไปดูรายละเอียดมันอยู่ตรงไหน ผู้เขียนไม่ต้องการให้พื้นที่แสดงผลข้อมูลประชากรไปตกหล่มเช่นเดียวกันนั้น จึงเสนอว่า เพื่อลดอุปสรรคทางภาษาและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ข้อมูลประชากรที่รวบรวมและเรียบเรียงแล้ว ควรมีการเสนอข้อมูลเป็นแผนที่หรือแผนภาพ หรือการออกแบบใดๆ ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลประชากรเหล่านี้จะสามารถกระทั่งให้ความบันเทิงอันน่าขบคิดกับเด็กคนหนึ่งที่เปิดดูสิ่งนี้ระหว่างที่เดินไปรอบๆ ชุมชนของเขาในเบื้องต้น และในขณะเดียวกัน นักวิจัยประชากรหรือนักบริหารนโยบายก็สามารถกดเข้าไปดูต่อเพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อประโยชน์แบบผู้ใหญ่ได้

 

กล่าวคือ ประตูแรกของการใช้งานอาจมีลักษณะที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ง่าย และเมื่อต้องการข้อมูลที่ลึกลงไปเรื่อยๆ ประตูต่อๆ ไปก็อาจจะมีลักษณะที่ซับซ้อนขึ้นไปด้วยตามความจำเป็น และอาจมีการช่วยลดทอนความซับซ้อนในเชิงภาพลักษณ์ของข้อมูล เพื่อความง่ายต่อการใช้งานข้อมูล ฯลฯ แนวคิดเหล่านี้เป็นอาจความตั้งใจที่มีอยู่แล้วโดยพื้นฐานของนักวิจัยเพื่อการออกแบบภาพ (visual design) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเขาจะต้องมีส่วนในการทำ Action Research นี้ ตั้งแต่ต้น ร่วมกับนักออกแบบในส่วนอื่นๆ เพื่อให้นักวิจัยเพื่อการออกแบบภาพ หรือนักออกแบบภาพ เห็นนัยสำคัญของข้อมูลแต่ละแบบเท่าๆ กับคนอื่นๆ ที่ทำงานเรื่องการจัดการข้อมูลมาตั้งแต่ต้น และสามารถออกแบบการแสดงผลของข้อมูลออกมาได้ตามเจตจำนงของข้อมูลนั้นๆ ด้วยการแสดงผลของข้อมูลแทบจะเป็น “ทั้งหมด” ของความสำคัญในการสร้างความเข้าถึงได้ของข้อมูล และเป็นตัวบ่งชี้ความมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของข้อมูลสำหรับผู้ใช้งาน (เพิ่มความร่วมมือจากมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์)

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูล “เป็นมนุษย์” และ “เพื่อมนุษย์”
ความคิดแบบ Social Positivist (ปฏิฐานนิยมทางสังคม) หรือแบบที่มองมนุษย์เป็นวัตถุแห่งการศึกษาด้วยวิทยาศาสตร์ สามารถถูกศึกษา จำกัด ระบุตัวตนได้ด้วยวิธีแบบที่วิทยาศาสตร์ใช้กับวัตถุอื่นๆ ได้เปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นตัวเลขและจัดหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ วิธีคิดแบบ Social Positivist นี้ฝังลึกเข้าไปผนวกกับศาสตร์ของการบริหารจัดการและสร้างปัญหา (ที่มาพร้อมคุณูปการ) มากมาย

 

หนึ่งในปัญหาดังกล่าวที่ข้อเขียนชิ้นนี้ต้องการจะเน้นย้ำคือการแยกส่วนธรรมชาติของวัตถุ (object) ออกจากวัฒนธรรมของมัน (subject) และความไม่สามารถที่จะเห็นลักษณะของสังคมที่ซับซ้อนมากไปกว่าที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยทางธรรมชาติของมนุษย์ ที่เกิดจากการแสดงผลข้อมูล (display) แต่ข้อมูลธรรมชาติ หรือที่เป็นแบบ Hard Evidence (เช่น อายุ เพศกำเนิด หรือกระทั่ง “ศาสนา” ที่ถูกทำให้กลายเป็นวัตถุวิสัย) เพียงอย่างเดียว เมื่อการแยกส่วนดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับข้อมูล การดำเนินนโยบายหรือการพัฒนาต่างๆ จึงเป็นไปตามการชี้นำโดยข้อมูลนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมาคือการละเลยมุมของวัฒนธรรม กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การบริหารดำเนินไปด้วยวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โดยหลงลืมการถามหาการเชื่อมถึงข้อมูลและวิธีคิดที่อยู่ในมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา ฯลฯ

 

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลภาคสนามจำนวนมากของมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา กลับไม่ได้อยู่ในที่ทางของมัน แต่นอนตายอยู่ในหอสมุดหรือวงสนทนาของนักวิชาการ ข้อมูลเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ได้ถูกนำไป “ใช้” ต่อยอดทั้งในทางวิชาชีพและวิชาการ ถึงแม้มันจะเป็นข้อมูลที่ “เป็นมนุษย์” แต่มันกลับไม่ค่อยได้ช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกันเท่าไรนัก

 

ผู้เขียนเห็นว่าการเยียวยาปัญหาจากข้อมูลทั้งสองฝั่งสามารถทำได้ด้วยวิธีเดียวกัน โดยจะเล่าผ่านตัวอย่างที่จำได้คร่าวๆ จากความทรงจำในการร่วมประชุมวิชาการ รายละเอียดอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่ใจความของเรื่องมีนัยสำคัญที่ผู้เขียนต้องการจะนำเสนออยู่

 

เรื่องก็คือมีชุมชนประมงชุมชนหนึ่งพบปัญหาปลาเป็นโรค กรมการประมงอยากที่จะแก้ไขปัญหานี้ กรมฯ ได้รับตัวเลขเกี่ยวกับชุมชนที่ทำการประมงได้ว่ามีกี่ครัวเรือน และข้อมูลทางชีววิทยาที่ระบุได้ว่าประชากรปลาในบริเวณนั้นเป็นโรคที่กรมฯ มียารักษาให้หายขาดได้ กรมฯ ได้จัดยาเพื่อให้ชาวประมงฉีดลงไปในน้ำ ในจำนวนที่พอดีกับทุกครัวเรือน ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด แต่ปรากฏว่าชุมชนนั้นมีความเชื่ออย่างแรงกล้าเรื่องการไม่ปล่อย “น้ำอื่น” ลงแม่น้ำของพวกเขา ที่มีเทพเจ้าท้องถิ่นเป็นเจ้าของอยู่ หัวหน้าชุมชนไม่เชื่อในการใช้สารเคมี ฯลฯ กรมฯ จะทำอย่างไร? และจะทำอย่างไรบนเงื่อนไขที่การรณรงค์ไม่สามารถทำได้สำเร็จ นี่คือเงื่อนไขและข้อจำกัดของข้อมูลแบบปฏิฐานนิยม คือมันไม่ได้มีเอาไว้เพื่อสื่อสารกับความซับซ้อนของมนุษย์ (ในกรณีที่ยกตัวอย่างนี้คือกรณีที่ข้อมูลไม่สามารถเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือได้ แต่ยังมีกรณีเลวร้ายอีกมากที่ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็นอำนาจในการกดขี่ เช่น กรณีของชนกลุ่มน้อย กรณีของการกำหนดนโยบายอย่างสุดโต่งตามข้อมูลตัวเลข เช่น การกำหนดเขตรับน้ำท่วม ฯลฯ)

 

หลังจากนั่งมองวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนแล้ว กรมฯ (ที่จริงใจกับการแก้ปัญหาเหลือเกิน) ได้มองเห็นว่าชุมชนนี้ถึงจะไม่ปล่อยน้ำอื่นลงในแม่น้ำ แต่พวกเขาให้อาหารเม็ดกับปลาที่พวกเขาเลี้ยง ผู้เขียนจึงขอจบเรื่องง่ายๆ ว่า กรมฯ ก็เอายาที่มีไปผสมกับอาหารเม็ด อัดเม็ดให้ชุมชนใช้เลี้ยงปลาภายในระยะเวลาที่กำหนด ปลาหายป่วย เทพเจ้าไม่โกรธ แฮปปี้ จบ

 

จะเห็นว่าสภาวะ “ปลาหายป่วย เทพเจ้าไม่โกรธ แฮปปี้ จบ” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดการประสานข้อมูลองค์ความรู้ทั้งจากวิถีที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่เป็นปฏิฐานนิยมก็ตาม และจากวิถีที่เป็นศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ มานุษยวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อมูลทั้งหมดจะเกิดพลังในการพัฒนาหรือการต่อยอดในทางต่างๆ ได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถประสานกับข้อมูลอื่นๆ ขึ้นเป็นเครือข่าย เหมือนกับที่ฟุตบอลจะเกิดเป็นเกมได้ก็ต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่ง

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับการทำให้ข้อมูลเป็นมนุษย์ และเพื่อมนุษย์นี้ ไม่ใช่การปฏิเสธข้อมูลตัวเลข หรือข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ (ด้วยน้ำเสียงสุดโต่งแบบเดียวกันกับรุ่นแรกๆ ของแนวคิด “หลังสมัยใหม่”) แต่เป็นความพยายามที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้อย่าง “ไม่ปักใจ” (Skeptic) โดยใช้ร่วมกับข้อมูลที่เป็นมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ที่ผ่านการลงพื้นที่และสำรวจทบทวนวัฒนธรรมตามพื้นที่หรือเฉพาะกลุ่มต่างๆ มาแล้ว

 

หากจะสรุปยอดเป็นข้อเสนอให้ชัดเจนก็คือ ข้อมูลความรู้มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ แทนที่จะไปอยู่ในหอจดหมายเหตุต่างๆ เพียงอย่างเดียว ควรมีการจัดทำการเผยแพร่ใหม่ ให้เชื่อมโยงกับข้อมูลประชากรในแต่ละพื้นที่ เช่น เมื่อผู้ต้องการใช้งานข้อมูลสืบค้นข้อมูลประชากรเกี่ยวกับหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดตราด นอกจากจะเห็นข้อมูลตัวเลขและข้อเท็จจริงแบบ Hard Evidence ต่างๆ แล้ว อาจยังสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เป็นงานศึกษา (โดยเฉพาะจำพวกวิทยานิพนธ์) เกี่ยวกับกลุ่มวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตต่างๆ ในหมู่บ้านนั้นได้ด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการใดๆ เป็นไปได้อย่างง่ายขึ้น โดยในกระบวนการทั้งหมดของการสร้างเครือข่ายข้อมูลเช่นนี้มีเพียงแค่การนำเอาข้อมูลเก่าที่มีอยู่แล้วออกมาจัดระบบเท่านั้น การทำพื้นที่แสดงผลข้อมูลให้เป็นเช่นนี้อาจเป็นการชำระมลทินความ “ไม่มีประโยชน์” ของงานวิชาการมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ย้อนหลังไปได้อีกหลายปี และทำให้การลงทุนเพื่อการศึกษาในระดับวิทยานิพนธ์ กลับกลายเป็นการลงทุนเพื่อสังคมได้ขึ้นมาจริง มากกว่าเป็นการลงทุนเพียงเพื่อความก้าวหน้าในทางวิชาชีพ

 

ทำอย่างไรให้ข้อมูลเป็นของสาธารณะ, ไม่ใช่แค่เข้าถึง
แม้ในบทย่อยที่ผ่านมา อำนาจในการอธิบายข้อมูลยังคงอยู่ในมือขององค์กร ภาครัฐ และนักวิจัยหรือนักวิชาการ หรือยังคงเป็นกลุ่มชนชั้นนำ (elite) ของสังคม สาธารณชนยังขาดอำนาจในการ “นิยามตนเอง” หากเรานั่งคิดเรื่องนี้กันในยุคที่ข้อมูลยังไม่ถูกอพยพขึ้นมาบนเครือข่ายดิจิทัล มันคงเป็นความเป็นไปได้ยากที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่อำนาจในการนิยามตนเองโดยมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลรองรับในยุคนี้อาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

นอกจากพื้นที่แสดงผลข้อมูลจะทำการแสดงผลข้อมูลจากองค์กรต่างๆ แล้ว มันอาจทำหน้าที่เป็นผู้เปิดรับข้อมูลจากสาธารณะได้ โดยการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มชุมชนหรือวัฒนธรรมสามารถค้นหาพื้นที่ทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อกับตนเอง และทำการป้อนข้อมูลเกี่ยวกับตนเองลงไป โดยมีการนำเสนอของข้อมูลในระดับที่ไม่แบ่งแยกออกจากงานวิจัยและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้วยแนวคิดพื้นฐานที่ว่าข้อมูลใดๆ ควรถูกนำมาพิจารณาร่วมกัน และเท่าๆ กันเพื่อการต่อยอดในการศึกษาหรือกระทำการ อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงและความเข้าใจในการใช้พื้นที่แสดงผลข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยังต้องการการออกแบบและศึกษาต่อไป แต่ภาพรวมโดยย่อของพื้นที่แสดงผลข้อมูลดังกล่าวคือ มันอาจจะออกมาเป็นลูกครึ่งของ Facebook และ Wikipedia ที่มีใจความสำคัญเป็นข้อมูลสาธารณะของภาคประชาสังคม

 

โดยสรุปแล้ว พื้นที่การแสดงผลข้อมูลนี้จะเป็นพื้นที่ที่รองรับการไหลบ่าของข้อมูลจากสี่แหล่งหลัก คือ

  1. ทะเบียนราษฎรจากภาครัฐ (ที่จำเป็นต้องทำเอกสารและตรวจสอบความเป็นไปได้ในทางกฏหมายเพื่อการเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชน)
  2. ข้อมูลจำเพาะจากภาคเอกชนและองค์กรอิสระที่เปิดเผยได้ (ในนามของ CSR หรือการให้ผลต่างตอบแทนก็ตาม)
  3. ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุของสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย
  4. การขอความร่วมมือข้อมูลจากภาคประชาชนและท้องถิ่น

 

ผู้เขียนเสนอให้การเก็บเกี่ยวข้อมูลเริ่มจากแหล่งที่ 3 และ 4 เป็นหลัก โดยเริ่มจากขึ้นพื้นที่เล็กๆ ที่มั่นคงและแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชุมชนนั้นๆ จะได้รับตอบแทนในทันที และสามารถสร้างผลเชิงประจักษ์ให้กับงานวิชาการที่ถูกทิ้งจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้ข้อมูลเป็นของประชาชนก่อน และเพื่อประชาชน ถูกตั้งต้นทิศทางของข้อมูลจากประชาชนก่อน ก่อนจะนำข้อมูลที่มีไปใช้ในการต่อรองต่อกับภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับข้อมูลทางการอื่นๆ ที่ต้องการ

 

แม้ Newground จะสนใจในการพัฒนาและแก้ปัญหาของคนรุ่นใหม่ แต่ Newground ที่ได้เคยวิพากษ์การแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยว่าได้ละเลยปัญหาแวดล้อมอื่นๆ ที่มีผลต่อสังคมสูงวัย ไม่สามารถจัดทำพื้นที่แสดงผลข้อมูลต่างๆ เพียงเพื่อ “คนรุ่นใหม่” อย่างเดียวได้ เนื่องเพราะรากฐานของปัญหาทางข้อมูลเป็นปัญหาพื้นฐานที่ทุกคนมีร่วมกัน และหากแก้ไขปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลประชากรนี้ได้ ชีวิตของ “คนรุ่นใหม่” รวมทั้ง “คนอื่นๆ” ก็อาจมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้มากขึ้น, ร่วมกัน