มหาวิทยาลัย 4.0 ไม่ได้พัฒนาแค่เทคโนโลยี แต่ต้องอัปเดตวิธีคิดด้วย

“การศึกษาคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่คุณสามารถใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก” นี่คือคำพูดของ Nelson Mandela อดีตประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้ แต่ถึงอย่างนั้น ทุกวันนี้โลกเราเปลี่ยนไปแบบก้าวกระโดด จนเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าความรู้เราจะอัพเดตทันสถานการณ์โลกหรือไม่ด้วยซ้ำ แล้วเราจะทำอย่างไรกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ดีล่ะ? โดยเฉพาะการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ที่บัณฑิตจะต้องจบมาเข้าสู่ตลาดแรงงาน

Asmaa Abu Mezied นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้าน Business Development จาก Small Enterprise Center มองว่าการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยนั้น จะเปลี่ยนไปในรูปแบบนี้

  1. การเรียนการสอนแบบอาจารย์ยืนพูดหน้าชั้นเรียนจะลดลง และเพิ่มการสอนแบบออนไลน์แบบ MOOC หรือ Massive Open Online Course ที่ผู้เรียนโต้ตอบกับคนสอนแบบสดๆ ไม่ต่างกับการเข้าไปนั่งฟังในพื้นทีเดียวกัน

  2. วิธีคิดแบบ Global Identity ที่มองตนเองในฐานะประชากรโลก โดยเฉพาะในโลกดิจิทัลที่ทำลายพรมแดนทางเชื้อชาติไปแล้ว

  3. การศึกษาที่พัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคลมากขึ้น หรือ Education For You แทนที่จะใช้หลักสูตรกลาง และประเมินว่านักศึกษาทำได้ตามเกณฑ์หลักสูตรหรือไม่ แต่โฟกัสว่านักศึกษาต้องการพัฒนาทักษะตัวเองในเรื่องใด และประเมินว่านักศึกษาสามารถพัฒนาตนเองได้ตามที่ตัวเขาต้องการหรือไม่ และนั่นทำให้การเรียนเป็นรายวิชาและสอบเอาคะแนนจะลดความสำคัญลง แต่เน้นไปที่นักศึกษาสามารถประยุกต์ความรู้วิชาต่างๆ ที่เรียนมา มาใช้กับเป้าหมายของตัวเองได้มากแค่ไหนต่างหากแทน

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากความเปลี่ยนแปลงนี้คือ “วิธีคิด” ที่ท้าทายกรอบเดิมๆ ว่า ทำไมผู้สอนกับผู้เรียนต้องอยู่พื้นที่เดียวกัน และในยุคที่โลกดิจิทัลเชื่อมคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน การส่งเสริมอัตลักษณ์ของประชากรโลก อาจจะสำคัญกว่าการสร้างสำนึกของคนชาติใดชาติหนึ่ง รวมถึงลบภาพเดิมๆ ของการเรียนคณะต่างๆ และเน้นไปที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจริงๆ

ในตอนนี้มหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งทั่วโลกก็กำลังจัดการเรียนการสอนตามคอนเซปต์นั้นอยู่  อย่างเช่นหลักสูตรปริญญาเอกด้านชีวนวัตกรรม (Bioinnovation) ของ Tulane University ก็ไม่ได้สอนแค่เรื่องวิทยาศาสตร์อย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึง วิศวกรรม การแพทย์ กฎหมาย และเรื่องธุรกิจอย่าง Stanford University ก็มีโครงการ “Stanford 2025” ที่จะให้นักศึกษาเรียนตามเป้าหมายตัวเอง (Purpose Learning) นักเรียนที่จะเข้ามาเรียนจะต้องมีเป้าหมายว่าอยากทำอะไร และร่วมมือกับอาจารย์ในการวางแผนรายวิชาที่จำเป็น ไม่ใช่การเรียนตามหลักสูตรที่คณะต่างๆ ได้กำหนดเอาไว้ โดยเป้าหมายนั้นจะมาจากนักศึกษาที่เห็นปัญหาสำคัญๆ ของโลก เช่น ภาวะโลกร้อน การขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตร หรือการสร้างพลังงานสะอาดทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล แล้วต้องการแก้ไขมัน โดยที่มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นคนมอบความรู้สนับสนุน

ดังนั้นภาควิชาต่างๆ จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะใดคณะหนึ่ง อย่างเช่นในสถาบันเพื่อการผลิต หรือ Institute of Manufacturing ของ Cambridge University ก็จะมีทั้งวิชาด้านการจัดการ วิศวกรรม เทคโนโลยี และการวางแผนเชิงนโยบายต่างๆ แต่ทั้งหมดจะนำไปสู่เดียวกันคือการพัฒนาศักยภาพการผลิต

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งทั่วโลกเห็นตรงกันคือเวลา 4 ปีที่เรียนในมหาวิทยาลัย นักศึกษาในวัย 20 ต้นๆ ทำได้เพียงเข้าใจทฤษฎีเท่านั้น ไม่สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้มีแค่ตอนรับปริญญาเท่านั้น หลายๆ มหาวิทยาลัยเริ่มสร้างหลักสูตรที่ทำให้ผู้เรียนเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยได้

“หลักสูตรสี่ปี ที่ไม่จำเป็นต้องเรียนสี่ปีรวด”

นี่คืออีกหนึ่งหัวใจหลักของ  “Stanford 2025” ด้วยเช่นกัน นอกจากการเรียนแบบ Purpose Learning นักศึกษาสามารถใช้เวลาเรียนได้ถึง 30 ปี เพราะทางมหาวิทยาลัยเชื่อว่าความรู้ในห้องเรียนมาพร้อมกับการทำงานจริง เช่นเดียวกับหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย Georgia Institute of Technology ก็เป็นหลักสูตร 5 ปีที่ผู้สมัครเรียนจะอยู่มุมไหนของโลก และทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้ เพราะหลักสูตรที่ว่าเป็นหลักสูตรออนไลน์แบบ Massive Open Online Course

ส่วนในประเทศไทยก็มี “มหาวิทยาลัย 4.0”

เป็นโครงการของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ) ที่ทำตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของ “ไทยแลนด์ 4.0” จากทางรัฐบาล มหาวิทยาลัย 4.0 จะเน้นไปที่ 1. การให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริงควบคู่ไปกับการเรียนในห้อง 2. พัฒนาการวิจัยและนวัตกรรม เพิ่มทุนวิจัยจากรัฐบาลมากขึ้น และ 3. การเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัย ทปอ เสนอให้รัฐบาลแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 กลุ่ม มหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยเฉพาะทาง และมหาวิทยาลัยขุมชน มหาวิทยาลัยทั้งสามกลุ่มจะต้องหาจุดเด่นในการจัดการเรียนการสอนของตัวเอง และปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ณ ปัจจุบัน

โดยทั้งสามข้อจะมุ่งไปสู่เป้าหมายในการสร้าง “คนรุ่นใหม่” ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ โดยเน้นไปที่สองกลุ่มคือ 1. คนที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และ 2.กลุ่มคนสำหรับอนาคต ที่สร้างความเป็นผู้ประกอบการ

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ เวลานี้คือมหาวิทยาลัยหลายแห่งทยอยปิดตัวลง เพราะไม่เปิดสอนสาขาวิชาที่ตอบโจทย์การจ้างงาน และหลายๆ ที่ก็เริ่มปรับหลักสูตร ลดภาควิชาลง และเพิ่มหลักสูตรคู่ขนานระหว่างสองคณะขึ้นไปมากขึ้น

ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่หนีพ้นการเปลี่ยนแปลงได้ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดทางการศึกษาเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ เป็นสิ่งที่น่าติดตามเอามากๆ

ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *