ฝึกทักษะเหล่านี้เอาไว้ ถ้าไม่อยากถูก AI แย่งงาน

คาดการณ์กันว่า ในปี 2030 จะมีคนตกงานถึง 800 ล้านตำแหน่ง นอกจากงานด้านการผลิตหรืองานที่ต้องอาศัยการคำนวณซับซ้อนแล้ว งานด้านอื่นๆ เช่น งานออกเอกสารทางกฎหมาย งานส่งเสริมการขาย หรืองานวินิจฉัยโรค ก็อาจถูกปัญญาประดิษฐ์แย่งงานได้ง่ายๆ แล้วถ้ามนุษย์อย่างเราอยากเอาตัวรอด เราต้องทำอย่างไร?

 

เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับหนังระดับตำนานเคยทำนายเอาไว้ว่าในอีก 12 ปีข้างหน้า มนุษย์จะสามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตา และความคิดอ่านได้เหมือนคนจริงๆ ในปี 2029 ซึ่งตอนนี้ประเทศซาอุดิอาระเบียก็ได้เปิดตัวพลเมืองหุ่นยนต์ที่ชื่อว่าโซเฟียออกมาแล้ว ทั้งก่อนหน้านั้นระบบปัญญาประดิษฐ์ของ AlphaGo ที่พัฒนาโดยบริษัท DeepMind ในเครือ Google ก็ได้พิสูจน์มาแล้วว่าสมองกลนั้นสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว และยังเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองอีก

ในเมื่อหุ่นยนต์เก่งได้ขนาดนี้ นั่นทำให้พนักงานหลายๆ คนต้องตกงาน

อย่างเช่นในปีนี้ บริษัทประกันภัย Fukoku ของญี่ปุ่นได้ปลดพนักงานทั้งแผนกคำนวณค่าใช้จ่ายของผู้เอาประกันภัยออก รวม 34 คนออก และใช้ระบบ AI คำนวณแทน เมื่อหักลบกับต้นทุนในการวางระบบและบำรุงรักษาแล้ว พบว่ามีต้นทุนต่ำกว่าการจ้างคน และสามารถประหยัดไปได้ถึง 30 ล้านบาทต่อปี 

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำได้ทุกอย่าง (อย่างน้อยก็จนกว่าโลกของเราจะก้าวไปถึง The Matrix ล่ะนะ) และสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ แต่มนุษย์ทำได้ดี ก็ล้วนเป็นทักษะที่มนุษย์มีมาหลายพันปี ตั้งแต่การกำเนิดอารยรรมโลก นั่นก็คือทักษะด้านอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และมนุษยสัมพันธ์

ทาง World Economic Forum ได้สรุปทักษะสำคัญของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้ไว้ดังนี้

  • 1. การทำงานร่วมกับผู้อื่น
  • 2. การคิดเชื่อมโยง ประยุกต์ประสบการณ์หลายๆ ด้านเข้าด้วยกัน
  • 3. การเจรจาต่อรอง
  • 4. การช่วยเหลือเกื้อกูลคนในสังคม
  • 5. การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
  • 6. ความฉลาดทางอารมณ์และการเข้าสังคม
  • 7. ความคิดสร้างสรรค์
  • 8. ความอดทน
  • 9. การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  • 10. การปรับตัว

ถ้าดูในเรื่องของการศึกษา จะเห็นว่าทั้ง 10 ทักษะที่เห็น จะอยู่ในส่วน “ทักษะชีวิต” (Soft Skills หรือ Life Skills) ที่นอกเหนือจากความรู้วิชาการในโรงเรียน สกิลล์หล่านี้จะได้มาจากการทำงาน ไม่ว่าจะทำโปรเจคต์ส่งอาจารย์ หรือเข้าไปฝึกงานในที่ทำงานจริง ทั้งการเรียนสายอาชีพ วิชาฝึกงานในมหาวิทยาลัย หรือการทำโครงงาน หรือวิชา IS ในระดับมัธยม

แต่นอกเหนือจากหลักสูตรการศึกษาแล้ว ทุกๆ คนสามารถฝึกทักษะจากการทำกิจกรรมส่วนตัวต่างๆ ร่วมกับคนอื่นได้เช่นกัน ซึ่งเรียกว่า Skills-Based Volunteering หรือ SVB

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า ในอนาคตงานจะหายากขึ้น ดังนั้นมนุษย์ในอนาคตจะไม่ใช่คนที่เอาความรู้มาหางาน แต่เขาจะต้องเอาความรู้มา “สร้างงาน” พูดง่ายๆ ว่าเราจะต้องมีโปรเจกต์เป็นของตัวเอง  ที่มีคนอื่นมาร่วมงานด้วย และเอาความรู้ของเราไปช่วยพัฒนาโปรเจคต์ของคนอื่นไปพร้อมๆ กัน

แน่นอนว่างานที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด จะต้องเป็นงานที่ให้ประโยชน์กับคนอื่นๆ มาที่สุด ซึ่งผลตอบแทนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงิน อาจเป็นได้พัฒนาทักษะ ได้มีโอกาสแสดงความสามารถให้คนอื่นเห็น ซึ่งอาจจะนำไปสู่การได้รับค่าตอบแทนในท้ายที่สุด – ทั้งหมดนี้คือคำจำกัดความของ SVB

ถ้าใครยังไม่เห็นภาพ เราจะยกตัวอย่าง SVB งานหนึ่ง ซึ่งคนไทยทั้งประเทศรู้จักกันดี นั่นคือโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ที่ตูน บอดี้แสลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย ได้ออกวิ่งจากเบตงถึงแม่สาย พร้อมเชิญชวนให้คนบริจาคเงินคนละ 10 บาท เพื่อสนับสนุนงบด้านอุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ

พี่ตูนใช้ทักษะด้านกีฬา และชื่อเสียงของตัวเองที่เป็นนักร้องดัง มาทำโครงการด้านสาธารณสุข เป็นทักษะที่ถึงแม้ AI จะสามารถพัฒนาตัวเองมาเรียบเรียงดนตรีได้ แต่ก็ไม่สามารถเขียนเนื้อเพลง และเปล่งเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ได้ เพราะนั่นคือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และ(ยัง)ไม่มีวันที่ AI จะต่อยอดทักษะการร้องเพลงและแต่งเพลงจนฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองไปสู่โครงการเพื่อสังคมได้

ยิ่งไปกว่านั้น ในโครงการ พี่ตูนไม่ได้วิ่งแค่คนเดียว แต่เขาทำงานร่วมกับทีมแพทย์ที่เป็นนักวิ่งมาราธอนด้วย ทีมแพทย์ได้ประยุกต์ความรู้ทางแพทย์ศาสตร์รวมกับประสบการณ์การวิ่งมาราธอน ช่วยออกแบบเซ็ทการวิ่งให้พี่ตูน และการออกแบบเส้นทางวิ่งที่เหมาะสมคือการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่ง AI ที่ไม่มีประสบการณ์ตรงในการวิ่งก็ยังไม่สามารถคำนวณได้

การทักทายคนที่มารอต้อนรับ รวมไปถึงคนที่มารอต้อนรับพี่ตูน นำไปสู่ทักษะ ความฉลาดทางอารมณ์และการเข้าสังคม, ความอดทน, การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และการปรับตัว

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การวิ่งของพี่ตูนได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิด SVB ของคนอื่นๆ เช่นการวิ่งของเชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล, บัวขาว บัญชาเมฆ และ จาตุรงค์ มกจ๊ก (ที่สุดท้ายแล้วก็นำเงินบริจาคทั้งหมดมาสมทบในโครงการก้าวคนละก้าว)

เราทุกคนไม่จำเป็นต้องออกวิ่งเสมอไป แต่โครงการก้าวคนละก้าวเป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัวของการใช้ทักษะที่เรามีมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนสร้างงาน ให้ตัวเองเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี

ลองถามตัวเองดูไหมว่า เราถนัดอะไร อยากทำอะไร และอยากจะร่วมงานกับคนอื่นๆ อย่างไรเพื่อให้สังคมเราดีขึ้น มาหาคำตอบไปด้วยกันใน  Skills-Based Volunteering ของทุกๆ คน

ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *