เงินอาจไม่เท่ากับความสุข แต่การไม่มีเงินมันก็ทุกข์อยู่นะ

“เงินซื้อความสุขไม่ได้” แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนเราไม่อยากมีเงินสักหน่อย เช่นเดียวกับกลุ่มคนมิลเลนเนียล หลายๆ คนอาจมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นค่าของเงินเท่าไหร่ พวกเขาสามารถลาออกจากงานที่ทำได้เสียดื้อๆ ไม่ว่าที่ทำงานจะเสนอเงินเดือนให้สูงขนาดไหน รวมไปถึงหลายๆ คนไม่ยอมซื้อบ้าน อาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่ใช้จ่ายเงินกับการท่องเที่ยวแทน มิหนำซ้ำ เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา มีนักธุรกิจอสังหาฯ ชื่อดังของออสเตรเลียออกมาพูดว่า พวกมิลเลนเนียลควรเก็บเงินที่ใช้ซื้อขนมปังอะโวคาโดโทสต์เอาไว้ซื้อบ้านน่าจะดีกว่า … แต่นั่นจะสรุปว่ามิลเลนนียลไม่ให้ค่ากับเงินจริงหรือ? บางทีก็อาจจะด่วนสรุปเร็วไปก็ได้

จากการสำรวจของ Wells Fargo ผู้ให้บริการด้านการเงิน พบว่ากลุ่มมิลเลนเนียลในสหรัฐมองว่าความมั่นคงและความรับผิดชอบทางการเงินเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความสุขและความพึงพอใจในชีวิต 65% บอกว่าเงินสามารถนำมาซึ่งความสุช และ 62% บอกว่าเงินมีความหมายต่อชีวิตพวกเขา

ที่ตลกคือ ถ้าจะเอาผลสำรวจนี้ไปอ้างอิงว่ามิลเลนเนียล มีค่านิยมว่าความสุขของชีวิตมาจากฐานะที่มั่นคง ไม่ต่างจากคนเจเนอเรชั่นก่อนๆ มันก็ไม่ใช่อยู่ดี

ที่มิลเลนเนียลให้คุณค่ากับเงิน เพราะมิลเลนเนียลจำนวนไม่น้อยยู่ในภาวะขัดสนทางเศรษฐกิจต่างหาก Wells Fargo รายงานว่า 46% ของมิลเลนเนียลนั้นกำลังดิ้นรนในการจ่ายหนี้ และอีก 43% ก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเกือบ 40% ก็บอกว่าพวกเขายังต้องพึ่งพาเงินจากครอบครัว เพื่อน หรือแฟนอยู่ ส่วนเรื่องการลงทุนนั้น 1 ใน 5 บอกว่าไม่สนใจการเล่นหุ้น ส่วนอีก 17% บอกว่าพวกเขาสนใจ แต่ก็ไม่เคยซื้อหุ้นอยู่ดี

ส่วนหนึ่งของปัญหาด้านการเงินมาจากความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงินที่ถูกต้อง Financial Industry Regulatory Authority (FINRA) รายงานว่าจากการทำแบบทดสอบความรู้ด้านการวางแผนการเงินที่มีอยู่ 5 ข้อด้วยกัน พบว่ามิลเลนเนียลเพียง 24% เท่านั้นที่ตอบถูกสี่ข้อขึ้นไป นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008 ทำให้มิลเลนเนียลมีรายได้โดยเฉลี่ยนลดลง (หลังจากที่คำนวณจากเงินเฟ้อแล้ว)

เมื่อดูจากสังคมสหรัฐที่ค่าเทอมมหาวิทยาลัยนั้นแพงสุดขีด ทำให้บัณฑิตจบใหม่ทุกคนในยุคมิลเลนเนียลจบมาพร้อมหนี้ก้อนโต มิหนำซ้ำค่ารักษาพยายาลในอเมริกายังราคาสูงจนขูดเลือดขูดเนื้อ จนทำให้คนต้องไปซื้อประกันสุขภาพจากบริษัทประกันภัยเอกชน (อเมริกาไม่มีประกันสังคมให้กับพนักงานบริษัทแบบในประเทศไทย) กลายเป็นฟิกซ์คอสต์ที่ต้องรับภาระไปอีกด้วย

ถึงอย่างนั้น เหล่ามิลเลนเนียลก็ไม่ยอมให้ปัญหาการเงินมาฉุดรั้งความสุขของตัวเอง เพราะถึงแม้พวกเขาจะยอมรับว่าเงินเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความสุข แต่มิลเลนเนียลให้ความสำคัญกับงานและความสัมพันธ์มากกว่า

94% ของมิลเลนเนียลที่ตอบแบบสอบถามของ Wells Fargo มองว่าการทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตตัวเองได้คือความสุขที่สุด และ 77% มองว่าพวกเขาไปทำงานทุกวันอย่างแฮปปี้ และเมื่อถามว่าระหว่าง 5 คำนี้ คำใดที่เกี่ยวข้องกับความสุขของพวกเขามากที่สุดระหว่าง ความรัก การทำสิ่งที่ดีๆ เงิน งาน และอำนาจ 62% ตอบว่า “ความรัก”

และเมื่อถามต่อไปว่ากิจกรรมใดนำความสุขให้พวกเขามากที่สุด 72% ตอบว่า “การใช้เวลาอยู่กับครอบครัว” 61% ตอบว่า “ใช้เวลาอยู่กับเพื่อน” และ 59% ตอบว่า “ได้ช่วยเหลือผู้อื่น” มีแค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ที่มองว่าความมั่นคงทางการเงินคือความสุขที่สุด

งานวิจัยนี้สรุปได้ว่ามิลเลนเนียลให้ความสำคัญกับเงิน เพราะพวกเขากังวลเรื่องปากท้อง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเขาเชื่อว่าการมีเงินเยอะๆ เป็นสิ่งสำคัญสุดในชีวิต

ลองย้อนมาดูที่เมืองไทยกันบ้าง มิลเลนเนียลไทยก็ประสบภาวะหนี้อยู่เช่นกัน 1 ใน 5 ของคนอายุต่ำกว่า 29 ปีมีหนี้เสียจากหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 50% ของมิลเลนเนียลวัยทำงานยังคงไม่มีเงินออม และจากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย กลุ่มมิลเลนเนียลก็คือกลุ่มที่ขอสินเชื่อจากธนาคารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี ยิ่งเพิ่มภาระหนี้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ จากการสำรวจความรู้ด้านการเงินพบว่ามิลเลนเนียลไทยได้คะแนน 58% ซึ่งต่ำกว่าค่ามีน ที่ทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 62%

“ในแง่การศึกษาไทย เราไม่มีการพูดเรื่องการวางแผนการเงินในวัยเด็กเท่าไหร่ เทียบกับต่างประเทศ เด็กไทยเรียนเศรษฐศาตร์ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงินเท่าไหร่ เราไม่เข้าใจทักษะทางการเงิน เราไม่สร้างวินัยทางการเงินอย่างเพียงพอ” กล่าวโดยผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยนิด้า

เช่นเดียวกับมิลเลนเนียลในต่างประเทศ นอกจากขาดความรู้เรื่องการเงินแล้ว เศรษฐกิจไทยในช่วง 3-4 ปีหลังก็ไม่เอื้อต่อการสร้างรายได้อีกด้วย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มองว่าช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มที่ฐานะดี กับกลุ่มรายได้ปานกลางไปจนถึงชั้นรากหญ้านั้นต่างกันอยู่มาก แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะโตขึ้นต่อเนื่องก็ตาม

ส่วนเรื่องความสุขในชีวิตก็ยังมีปัญหา สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจในปี 2558 และได้ผลว่า กลุ่มอายุ 15-24 ปี มีคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตต่ำสุดในกลุ่ม อยู่ที่ 31.34 คะแนน

อย่างที่กล่าวไปในย่อหน้าแรกว่า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แต่เราไม่ควรละเลยเรื่องการเงินสักหน่อย และนี่จะเป็นโจทย์ท้าทายคนยุคมิลเลนเนียลทั่วโลก ที่จะต้องสู้กับปัญหาทางเศรษฐกิจ และรักษาสมดุลที่สร้างความสุขในหนทางที่ตัวเองเชื่อไปพร้อมๆ กัน

ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *