อนาคตชาติจะเป็นอย่างไรเมื่อคุณภาพการศึกษาไทยยังไปไม่ถึงไหน

ไม่ต้องอ่านบทความนี้เราก็เชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่าคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยมีปัญหา ถ้าอยากเห็นตัวอย่างชัดๆ ก็คงเป็นสถิตินี้ ที่คะแนนสอบแอดมิชชั่นของเด็กไทยใน 5 วิขาหลัก (วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย และสังคมศึกษา) ก็มีคะแนนเฉลี่ยนไม่ถึง 50%  และผลการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ที่วัดความรู้และทักษะของนักเรียนอายุ 15 ปี กว่า 5.4 แสนคน ใน 70 ประเทศ เด็กไทยก็อยู่อันดับ 50 กว่าๆ ทั้งสามหมวดคือ การอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เช่นเดียวกับท็อป 20 ของมหาวิทยาลัยชั้นในเอเชีย ไม่มีสถาบันของไทยอยู่เลย

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี กระทรวงศึกษาธิการได้เปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง เช่น การเรียนแบบ Child-centered หรือการเปลี่ยนการสอบเอนทรานซ์เป็นแอดมิชชั่น และล่าสุดกำลังจะกลายเป็นระบบ TCAS (ในปีการศึกษา 2561) เพิ่มวิชาวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้  หรือ IS ลงในหลักสูตร รวมถึงล่าสุดก็พยายามเพิ่ม “ทักษะชีวิต” ลงไปในวิชาการเรียนเพื่อให้นักเรียนได้ความรู้นอกเหนือจากวิชาการ (ตามโครงการการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21) อีกด้วย ทั้งหมดนี้มีไว้เพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษานี่เอง

แต่การศึกษาที่มีคุณภาพจะต้องเป็นอย่างไรล่ะ? มีเกณฑ์วัดไว้หลากหลายดังนี้

1.ด้านผลสำเร็จ (Productivity)

การศึกษาที่มีคุณภาพดูจากผลลัพทธ์ว่าตรงกับที่ตั้งเอาไว้หรือไม่ เช่นต้องการพัฒนาคะแนนเฉลี่ยนของ 5 วิชาพื้นฐานให้ได้ปีละ 10% ภายในปีเวลา 2 ปีเป็นต้น

 

2. คุณภาพการศึกษาอยู่เครื่องมือและกระบวนการ

เน้นไปที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงศักยภาพผู้เรียนได้สูงที่สุด

 

3. คุณภาพการศึกษาคือการปรับตัวให้เข้ากับสังคม

เน้นไปที่การสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน เช่น ตลาดแรงงาน หรือ วัฒนธรรมต่างๆ

 

4. คุณภาพความศึกษาคือความเท่าเทียม

เน้นไปที่การสร้างโอกาสเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ของผู้เรียน

 

5. คุณภาพการศึกษาอยู่ที่ประสิทธิภาพของการจัดการสอน

โฟกัสที่การใช้ผลสูงสุดโดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด

 

6. คุณภาพการศึกษาอยู่ที่ตัวแปรหลากหลาย (Disjointed View)

มองไปที่ปัจจัยต่างๆ ว่าได้ผลตามที่ควรได้หรือไม่ สามารถกำหนดได้มากกว่าหนึ่งอย่าง ตัวอย่าง

1. การจัดอบรมครูได้ผลอย่างน้อยขั้นต่ำตามที่ตั้งไว้ และ

2. จัดขนาดห้องเรียนให้มีจำนวนนักเรียนที่เหมาะสม และ

3. คุณครูสามารถวางแผนการสอนให้เป็นไปตามเป้าหมายใหญ่ที่ส่วนกลางวางแผนไว้ได้ เป็นต้น

 

ตัวแปรที่นำไปวัดผลได้นั้นมีหลากหลาย เช่น จำนวนนักเรียนต่อจำนวนครู, ประสบการณ์และเงินเดือนของครู, วัฒนธรรมองค์กร, แรงกดดันต่อความสำเร็จ, ความเป็นผู้นำทางการศึกษา, การประเมินผลเด็ก, การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง, การพัฒนาบุคลากรด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากครู, การเปิดโอกาสในการเรียนรู้, เวลาในการให้นักเรียนได้ทำการบ้าน, การมีส่วนร่วมของนักเรียนในชั้น, ความเห็นจากนักเรียนเกี่ยวกับสอน ฯลฯ พูดง่ายๆ คือเรื่องทั้งหมดทั้งมวลที่ส่งผลถึงการศึกษานี่เอง

ในประเทศไทยใช้หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Performance Standard-based Curriculum) นั่นหมายความว่าสิ่งที่เน้นที่สุดคือผลสำเร็จทางการเรียนที่เป็นรูปธรรม เช่น คะแนนสอบแอดมิชชั่น คะแนนของ PISA (ที่กล่าวเอาไว้ในย่อหน้าแรก) และมีการติดตามผลการสอนของทุกโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับประกันคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่ทางกระทรวงศึกษาธิการโฟกัสมาตลอดคือการเรียนแบบ Active Learning เน้นการคิดวิเคราะห์ ครูเป็นผู้จัดกิจกรรมอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้กับเด็ก นักเรียนจะเรียนรู้ด้วยตัวเองจากการลงมือทำกิจกรรมในคาบ ครูมีหน้าที่กระตุ้นและช่วยสรุปบทเรียน

พออ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อเราก็รู้ว่าการศึกษาที่มีคุณภาพคืออะไร และทุกโรงเรียนก็ทุ่มเทเพื่อคุณภาพที่ว่าอยู่แล้ว ทำไมผลลัพธ์ถึงออกมาสวนทางล่ะ?

ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาที่ตัวบุคคลที่ผู้สอนยังไม่เข้าใจการสอนแบบใหม่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารของสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.) ให้ความเห็นว่า เกิดจากผู้สอนที่ไม่เข้าใจ และยังคงสอนด้วยวิธีเดิม คือครูบอกความรู้ให้นักเรียนท่องจำไปสอบ

เช่นเดียวกับปัญหาของครูอื่นๆ ที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เคยทำการสำรวจในปี 2558 และพบปัญหาดังนี้

  1. ภาระหนักนอกเหนือจากการสอน 22.93%
  2. จำนวนครูไม่เพียงพอ สอนไม่ตรงกับวุฒิ 18.57%
  3. ขาดทักษะด้านไอซีที 16.8%
  4. ครูรุ่นใหม่ขาดจิตวิญญาณ ขณะที่ครูรุ่นเก่าไม่ปรับตัว 16.49%
  5. ครูสอนหนัก ส่งผลให้เด็กเรียนมากขึ้น 14.33%
  6. ขาดอิสระในการจัดการเรียนการสอน 10.88%

จะเห็นว่าปัญหาการศึกษาของไทยแบ่งออกได้เป็นสองส่วนคือ ปัญหาของครู (ข้อ 3,4,5) ยังมีปัญหาอีกส่วนหนึ่งที่ “ระบบ”

ภาระนอกเหนือจากการสอน เช่นงานธุรการที่กินเวลาถึงร้อยละ 20-50 ของเวลาทำงานทั้งหมด ทำให้ครูไม่มีเวลาไปพัฒนาทักษะการสอนของตัวเอง รวมไปถึงปัญหาการกระจายตัวของครูที่บางโรงเรียนมีจำนวนครูน้อยเกินไป ครูจะต้องสอนถึง 2,500 ชั่วโมงต่อปี ทั้งจำนวนชั่วโมงสอนต่อปีตามเวลางานทั่วไปมีแค่ 1,400 ชั่วโมงเท่านั้น

หรืออย่างในข้อสองมีครูอยู่ถึง 55,000 คนที่สอนไม่ตรงวุฒิการศึกษาตัวเอง และยังมีปัญหาการขาดแคลนครูอยู่อีกจำนวน 30,000 อัตรา ถึงแม้ว่ารัฐบาลหลายๆ สมัยจะพยายามปรับฐานเงินเดือนของครูขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นผล

หรือแม้แต่ปัญหาครูใหม่ขาดจิตวิญญาณและครู ก็สามารถโยงไปที่ส่วนกลางได้ เช่น การอบรมครูที่ไม่เข้มข้น และเป็นการอบรมแต่ทฤษฎี ไม่ได้ลงมือทำจริง เลยทำให้ครูไม่เข้าใจว่าจะต้องสอนอย่างไรก็เป็นได้

“กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดอบรมความรู้ให้แก่ครูและบุคลากรการศึกษาทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี โดยได้ตั้งงบประมาณไว้ประมาณหมื่นล้านบาท แต่การฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นการอมรมความรู้ในระยะสั้นเพียง 2-3 วันเท่านั้น เนื้อหาการฝึกอบรมก็เกี่ยวข้องกับเรื่องหลักการ แนวทางในการปฏิบัติ หรือการประชาสัมพันธ์หรือชี้แจงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ แต่มิได้มีการลงมือปฏิบัติจริง การฝึกอบรมครูจึงสร้างความสูญเสียหลายประการ ทั้งค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ทั้งเวลาปฏิบัติงานสอนของครู โดยไม่ส่งผลพัฒนาคุณภาพครูดังที่ควรจะเป็น” กล่าวโดยอภิชัย พันธเสน และคณะ ผู้ทำโครงการสังเคราะห์งานวิจัยว่าด้วยปัญหาและข้อเสนอแนะในกระบวนการจัดการศึกษาไทย: ประเด็นปัญหาคุณภาพการศึกษา

นอกจากนี้ในงานวิจัยดังกล่าว ยังมองว่า การทำผลงานวิชาการของครู ยังไม่ช่วยเพิ่มคุณภาพการสอนเท่าที่ควร เพราะผลงานวิชาการส่วนมากเป็นเรื่องทฤษฎีการศึกษาที่เอามาใช้จริงไม่ได้  เช่นเดียวกับการพิจารณาเลื่อนขั้นของครู พบว่ายิ่งอาวุโสยิ่งมีโอกาสได้เลื่อนขั้นได้ง่ายกว่า และนั่นทำให้คนที่ได้ตำแหน่งสูงๆ หลายๆ คนไม่ได้มีศักยภาพสูงเท่าตำแหน่งที่ได้รับ

นั่นสะท้อนว่า นอกจากความสามารถทางวิชาการที่ได้น้อยกว่าที่หลักสูตรมุ่งหมาย จะเป็นปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ยังแก้ไม่ได้แล้ว เกณฑ์ของคุณภาพด้านอื่นๆ การศึกษาไทยก็ยังไปไม่ถึงอีกด้วย

สุดท้ายก็นำมาสู่บทสรุปที่ต่อให้ไม่ได้อ่านบทความก็น่าจะรู้ว่าการแก้ปัญหาที่  “เด็ก” เพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องแก้ทั้งระบบ

ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *