เบื่อการเมือง แต่ใช่ว่าเราจะสิ้นหวัง

ภายในปีนี้เราคงได้รู้กันแล้วว่าเราจะได้เลือกตั้งกันเมื่อไหร่? คำถามว่าใครจะเป็นนายกพลเรือนคนต่อไปคงเป็นคำถามยอดฮิตในใจของหลายๆ คน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยไม่แพ้กันนั่นคือ “เด็กยุคใหม่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันมากแค่ไหน?” เพราะจากกระแสสังคมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าคนไทยล้วนเบื่อหน่ายและไม่อยากยุ่งวุ่นวายใดๆ ในเรื่องการเมืองแทบทั้งสิ้น ภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยเท่านั้น หลายๆ ประเทศทั่วโลกก็ประสบภาวะเดียวกัน

เริ่มจากไทยก่อนผลการสำรวจของสวนดุสิตโพลล์ในปี 2556 (ยุคที่ยังมีนักการเมืองจากการเลือกตั้งเข้าไปนั่งในสภา) พบว่า 45.62% ของเด็กไทยทั่วประเทศ ไม่สนใจการเมือง พวกเขาให้เหตุผลว่าเพราะมันมีแต่ความวุ่นวาย นักการเมืองมัวแต่ทะเลาะกัน แต่เมื่อเราลองดูจากจำนวนประชากรเด็กโต มัธยมต้นจนถึงมหาวิทยาลัย (อ้างอิงจากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ล่าสุดในเดือนธันวาคม 2560) ก็มีอยู่ด้วยกันถึง 8.67 ล้านคน กลุ่มคนเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญของชาติในอีก 10 ปีข้างหน้า และคนไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคนในกลุ่มนี้กำลังจะมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ

.

.

คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้โตมาพร้อมกับการรณรงค์ต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น ผลงานแข่งขันวาดภาพต้านคอร์รัปชันในชั้นประถมส่วนมากจะสะท้อนภาพ “ชายใส่สูทที่กำลังรับเงิน” มีส่วนน้อยจริงๆที่จะฉายภาพอาชีพอื่นๆ อย่างข้าราชราชการตำรวจทหาร กำลังรับเงินสินบนหรือทำในสิ่งที่ผิด – ทัศนคติที่เด็กประถมสะท้อนออกมาในงานประกวดอาจไม่ได้หมายความว่าพวกเขาคิดกับการเมืองอย่างไร แต่อาจหมายความว่าผู้ใหญ่อยากให้เด็กๆ คิดอย่างไร และผู้ใหญ่สบายใจที่จะเห็นเด็กๆ คิดแบบไหน

.

.

ว่าแต่… ความเหนื่อยหน่ายทางการเมืองเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือเป็นสิ่งที่ต้องรื้อสร้างว่าเราเหนื่อยหน่ายกับมันจริงๆหรือเปล่า?

.

.

ประเทศอังกฤษ ในปี 2010 มากกว่า 50% ของวัยรุ่นไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง คนรุ่นใหม่ผู้นอนหลับทับสิทธิให้ความเห็นว่า “ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการเมืองคืออะไร มันยากที่จะรู้สึกตื่นเต้นไปกับพรรคการเมืองที่คุณไม่รู้อะไรด้วยเลย” และอีกเหตุผลหนึ่งคือพวกเขารู้สึกว่านักการเมืองมันก็เหมือนๆ กันไปหมด ไม่ว่าจะลงคะแนนเสียงให้นักการเมืองคนไหนมันก็ได้ผลไม่ต่างกันอยู่ดี  หรืออย่างในการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา 26% ของกลุ่มมิลเลนเนียลส์กล่าวว่าพวกเขาอยากให้สุ่มผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำไป และยังตอบอีกว่าพวกเขาสนใจข่าวอุกกาบาตชนโลกมากกว่าการเลือกตั้ง

.

.

แน่นอนว่าไม่ใช่มิลเลนเนียลทุกคนจะแอนตี้การเมือง แต่การที่นักการเมืองขวัญใจมินเลนเนียลอย่าง Bernie Sanders ไม่ถูกเลือกให้เป็นแคนดิเดตจากพรรคเดโมแครตได้ ก็สะท้อนให้เห็นว่ามิลเลนเนียลที่สนใจการเมือง ยังมีจำนวนไม่มากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง

.

.

มันย้อนแย้งและลักลั่นเอามากๆ ที่เจเนอเรชั่นใหม่ ที่จะต้องเป็นประชากรของประเทศบ้านเกิดต่อไปอีกหลายสิบปีในอนาคต กลับเป็นกลุ่มที่สนใจการเมืองน้อย และมีพลังอำนาจต่ำ โครงสร้างอำนาจที่กดขี่เหล่านี้จะส่งผลให้พวกเขาใช้ชีวิตกับนโยบายที่ตนเองไม่ได้เลือก ขณะเดียวกันกลุ่มที่มีอำนาจเลือกและมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง (ซึ่งก็คือผู้ที่จะลาจากโลกไปในอีกไม่กี่สิบปี) ก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อถ่ายทอดวิธีรักษาอำนาจแบบเดิมๆ ไปให้คนที่อายุน้อยๆ และรอคอยให้คนอายุน้อยเหล่านี้โตมาเป็นคนแบบเดียวกับตัวเอง

.

.

“ความท้าทายเรื่องการเมืองกับคนรุ่นใหม่ เป็นความท้าทายของทั้งโลก”

องค์กร World Economic Forum มองว่าผู้นำโลกในยุคใหม่ จะต้องเป็นคนอายุน้อย มีวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม และที่สำคัญต้องมีพาวเวอร์ทางการเมืองด้วย ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า Political Entrepreneur หรือผู้ประกอบการทางการเมือง (ซึ่งก็แหงล่ะ ใครจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของประเทศ)

.

.

Political Entrepreneur จะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าอนาคตของชาติไม่สนใจการเมือง แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจการเมืองมากขึ้น? คำถามนี้เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนโลกใบนี้ในอนาคต

.

.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมองว่า อยากให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองเราต้องสร้างสังคมที่มีค่านิยมเรื่องคนเท่าเทียมกัน และจะเปลี่ยนสังคมได้ต้องเริ่มจากการศึกษา “ถ้าเราเชื่อว่า Active citizen เป็นพลเมืองที่ลุกขึ้นมาหาข้อมูล หาข้อเท็จจริง จากหลายหลายแง่มุมแสดงว่าการเข้าถึงสื่อต้องหลากหลายได้ มีระดับชั้นการเข้าถึงข้อมูลของรัฐบาลได้ สังคมโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องมีค่านิยมบางอย่างร่วมกันที่เชื่อว่าคนเรามีโอกาสและเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างเท่าเทียมกัน”

.

.

“คงต้องเปลี่ยนที่โรงเรียน ถ้าเราจะเปลี่ยนสังคมก็ต้องเปลี่ยนที่การศึกษา เพราะการศึกษามันคือเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคม”

.

.

แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาก็สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมความคิดของคนรุ่นใหม่ไม่ให้ตั้งคำถามและมีอำนาจในตัวเองก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีนักศึกษาฮ่องกงที่ออกมาประท้วงหลักสูตรค่านิยมของรัฐบาลจีน (ซึ่งพยายามปลูกฝังค่านิยมให้คนฮ่องกงตอบรับแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนลงในแบบเรียนของหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ เช่นเดียวกับการเรียนการสอนแบบท่องจำในประเทศไทย) พวกเขาบอกว่าอุดมคติเช่นนี้ทำให้นักเรียนเป็นคนไม่กล้าคิด ไม่กล้าถาม เพราะกลัวถูกตำหนิ และเมื่อถูกปลูกฝังจากโรงเรียนมาเช่นนี้ คนรุ่นใหม่จึงถูกทำให้ห่างจากจุดยืนของตัวเอง ไม่ทราบวิธีต่อรองเพื่อจุดยืนของตัวเอง และเมื่อไม่มีพลังอำนาจที่สนับสนุนตนเองแล้ว การเมืองและการปกครองก็กลายเป็นเรื่องไกลตัวไปโดยปริยาย … หรือหากจะสนใจ ก็คงนำมาซึ่งความเจ็บช้ำ

.

.

แม้หลายคนจะเบือนหน้าหนีความเจ็บปวด แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะตั้งคำถามต่อกรอบเสมอ เพราะสุดท้ายแล้วสังคมจะเปลี่ยนได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อคนหนึ่งลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่แตกต่าง และเมื่อคนอื่นๆ เห็นด้วยและทำตาม สังคมก็จะเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ

.

.

อย่างเช่น Joshua Wong เขาเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในเกาะฮ่องกงตั้งแต่อายุ 15 ปี ด้วยการก่อตั้งกลุ่ม Scholarism ที่เรียกร้องประชาธิปไตย และพัฒนามาเป็นการก่อตั้งพรรคการเมือง Demosisto ในเวลาต่อมา เขาเป็นผู้จุดประกายการประท้วงที่เรียกว่า Umbrella Movement ในปี 2014 ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จัก

.

.

จุดเด่นของ Umbrella Movement คือการประท้วงโดยสันติดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นคนอายุ 15-24 ปี แม้สุดท้าย มันยังนำไม่สามารถเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตยได้ แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ของเกาะฮ่องกงตื่นตัวทางการเมืองแค่ไหน

.

.

“ผมอยากให้ประสบการณ์ของตัวผมเอง จากนักเรียน ม.ปลาย อายุ 14 จนปัจจุบัน (อายุ 21) ที่ใช้โอกาสนี้ก้าวข้ามตัวเองมา เป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คน แม้ผมจะไม่ได้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าผมทำได้ผมก็อยากเชียร์ให้หลายๆ คนคิดว่าพวกเขาสามารถทำได้อย่างเต็มที่และสามารถทำอนาคตให้ดีที่สุดได้ คงไม่ใช่ทุกคนที่อยากออกมาปรากฎตัวอยู่แถวหน้าใช่ไหมครับ แต่อย่างน้อยเราก็เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมกับสังคมอย่างเข้มข้นได้ การที่คุณแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะในปัจจุบันเรามีหลายวิธีที่คุณจะแสดงจุดยืนทางสังคม” Joshua Wong ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

.

.

สิ่งที่น่ายินดีนอกจาก Umbrella Movement ก็คือ กลุ่มเยาวชนในอีกหลายๆ ประเทศก็เริ่มแสดงออกทางการเมืองมากขึ้นด้วย อย่างเช่น การโหวตลงประชามติ Brexit ก็พบว่าเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการให้อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรปต่อแพ้เสียงของคนรุ่น Baby Boomer ที่ต้องการโหวตออกไปไม่มากนัก และจากการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษในปีที่ผ่านมา กลุ่มคนอายุ 18-24 ก็เป็นกลุ่มที่โหวตให้กับพรรค Labour มากที่สุด และทำให้พรรค Labour เกือบชนะการเลือกตั้งได้ โดยแพ้ผลโหวตของกลุ่มคนอายุ 45 ปีขึ้นไปที่เลือกพรรค Conservative ไปเพียงเล็กน้อย 261 ต่อ 318 เสียง

.

.

เช่นเดียวกับกลุ่มเยาวชนของแคว้นคาตาลุนญ่า ประเทศเสปนก็ออกมาเดินขบวนให้รัฐบาลยอมรับผลประชามติที่ต้องการให้คาตาลุนญ่าเป็นประเทศเอกราช ถึงแม้สุดท้ายจะไม่เป็นผลก็ตาม แต่จากการเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้ Oxford Dictionary เลือกคำว่า Youthquake หรือการเคลื่อนไหวทางสังคมของเยาวชนเป็นคำศัพท์แห่งปี 2017 และเป็นแสงเล็กๆ ที่ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยยังพร้อมเป็นความหวังในการขับเคลื่อนสังคม

.

.

การสร้างคนรุ่นใหม่ทั้งเจเนอเรชั่นให้มีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นงานที่ยาก แต่อย่างน้อยเราสามารถเริ่มที่ตัวเอง ลองท้าทายตัวเองให้ตั้งคำถามกับสังคมและพูดออกไปตามช่องทางต่างๆ มากขึ้น อย่างเช่นที่ผศ. อรรถพลกล่าวทิ้งท้าย

.

.

“ความเป็นคนรุ่นใหม่มีข้อดีคือ มีความพร้อมจะขบถ พร้อมในการตั้งคำถาม อยากรู้อยากเห็น และพยายามจะส่งเสียง“

ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *