Participatory Culture วัฒนธรรมใหม่ในโลกออนไลน์

คนรุ่นใหม่ไม่ใส่สังคมจริงหรือ? เมื่อดูจากภาพรวมของสังคมปัจจุบัน ที่หลายๆ คนเรียกขานมันว่า “สังคมก้มหน้า” ก็ดูเหมือนจะจริงที่พวกเขาจะสนใจอยู่แต่ในโลกส่วนตัว นิตยสาร Time เคยให้คำจำกัดความของคนรุ่นใหม่ที่เกิดในปี 1980 – 2000 ว่า Generation Me พวกเขาหมกหมุ่นเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง เสพติดการมีภาพลักษณ์ดีๆในโลกโซเชียล แต่นั่นเป็นเพียงภาพจำด้านเดียวของเหล่ามิลเลนเนียลเท่านั้น

เพราะที่จริงแล้วพวกเขาใส่ใจสังคม เพียงแต่แสดงออกต่างจากคนรุ่นก่อนต่างหาก ผลสำรวจของ World Economic Forum พบว่าคนรุ่นใหม่นั้นเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับงาน และติดตามข่าวสารอยู่ตลอด รวมถึงใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการเติบโตพร้อมกับสื่อโซเชียล รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ มิลเลนเนียลกลายเป็นผู้สร้างคอนเทนต์เพื่อสื่อสารกับคนอื่นๆ

Sonia Livingstone อาจารย์ด้านจิตวิทยาสังคมจาก London School of Economics ให้ความเห็นเอาไว้ว่า

“ขณะที่ผู้ใหญ่มองว่าอินเตอร์เน็ต = เว็บไซต์ สำหรับเด็กๆ แล้ว มันหมายถึง อีเมล แชท เกมส์ และการสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ ในขณะผู้ใหญ่มักมองข้ามการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสื่อสารและความบันเทิง ซึ่งตรงข้ามกับโลกของผู้ใหญ่ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลหรืออะไรที่เป็นทางการ สาธารณะ มิหนำซ้ำยังมองการใช้อินเตอร์เน็ตของเด็กๆ ในแง่ลบ ทั้งที่ความจริงสิ่งเหล่านั้นกำลังสร้างทักษะการอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้ (media literacy) และทำให้เด็กๆ มีส่วนร่วมใน media literacy มากที่สุด เด็กๆ สามารถทำหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ในเวลาเดียว เพื่อที่จะหาทางมีส่วนร่วมและตัดสินการมีส่วนร่วมของคนอื่น”

พื้นที่สำคัญและทรงพลังของมิลเลนเนียลคือโลกออนไลน์ พวกเขาได้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า Participatory Culture ที่ Henry Jenkins นักวิชาการด้านสื่อของสหรัฐอเมริกาให้คำจำกัดความไว้ดังนี้

  • 1. เส้นแบ่งระหว่างการแสดงออกทางศิลปะกับการมีส่วนร่วมทางสังคมจะลดลงมากๆ
  • 2. มีการสนับสนุนการสร้างผลงาน รวมถึงแชร์งานที่ตัวเองชอบไปให้เพื่อนๆ ดู
  • 3. มีการส่งต่อความรู้ “อย่างไม่เป็นทางการ” ระหว่างคนที่มีประสบการณ์มากกว่าไปยังคนที่มีประสบการณ์น้อยกว่า
  • 4. สมาชิกในกลุ่มจะรู้สึกว่าการมีส่วนร่วมของเขามีความหมาย
  • 5. สมาชิกแต่ละคนรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคมต่อกันและกัน (อย่างน้อยที่สุด พวกเขาคิดว่าคนในกลุ่มจะคิดอย่างไรกับงานที่เขาสร้าง)

*ไม่จำเป็นที่สมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีส่วนร่วมตลอดเวลา แต่ทุกคนเชื่อว่าพวกเขามีส่วนร่วมได้ทุกเมื่อถ้าเขาพร้อม และมีคนให้คุณค่าต่อการมีส่วนร่วมของพวกเขา

สิ่งว้าวมากๆ คือ Henry Jenkins เขียนสิ่งนี้ไว้ในปี 2006 ก่อนที่โลกจะมีสื่อโซเชียลใช้ และเป็นไปตามที่เขาคาดที่สื่อทั้งหมดมีฟังก์ชั่นการกดไลค์ เพื่อแสดงความชื่นชมต่อการมีส่วนร่วมที่โพสต์ลงในสื่อโชเชียลนั้นๆ และการแชร์ รวมถึงแท็กเพื่อน

เขายังทำนายไว้อีกว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเรียนรู้แบบใหม่ ที่จะส่งผลกระทบต่อขนบเดิมๆ เช่นการเรียนการสอนในโรงเรียน กรอบของวัฒนธรรม การใช้ชีวิตในสังคม และการทำงาน ในฐานะ “พื้นที่ในฝัน” ของการเรียนรู้

ฟังดูดีใช่ไหมว่า สุดท้ายแล้ว Generation Me หรือ มิลเลนเนียลกำลังสร้างอะไรใหม่ๆ มาแทนของเก่า ใช่แล้ว มันเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่น่าเสียดายที่วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมนี้ยังไม่สามารถสร้างอิมแพคในโลกอฟไลน์ได้

“เราเป็นคนรู้มาก แต่ไม่ขบถ” นี่คือหนึ่งในคำนิยามที่นิตยสาร Time ว่าไว้

มิลเลนเนียลรู้ทุกอย่าง แต่พื้นที่แสดงออกของพวกเขามีแค่ในโลกออนไลน์ ยังน้อยเกินกว่าที่จะทำให้โลกจริงสั่นสะเทือน อย่างเช่นการจุดกระแสของสื่อออนไลน์ยุคใหม่ในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีที่ผ่านมา ทั้ง Now This, attn:, Fusion, AJ+ และ MTV News ทำทุกวิถีทางที่จะปลุกกระแสแอนตี้ Trump และสุดท้ายพวกเขาก็พบว่าพลังของคนรุ่นใหม่ไม่ได้มากพอที่จะเปลี่ยนผลโหวต

ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อมองไปที่เมืองไทย พื้นที่ Participatory Culture ในโลกออนไลน์ยังถูกคุกคาม เช่น ทวีตบ่นของอิมเมจ-สุธิตา นักร้องสาวจาก The Voice ถึงแม้จะถูกรีทวีตเร็วยิ่งกว่าไฟป่าภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นักร้องสาวก็ถูกโจมตีว่าไม่รักชาติบ้าง ดีแต่บ่นบ้าง กลายเป็นดราม่า จนเจ้าตัวต้องออกมาขอโทษ หรือแม้แต่การออกมาไลฟ์ของเจนนิษฐ์ นักร้องสาวจากวงไอดอล BNK48 ที่มีเนื้อหาวิจารณ์สังคม ก็โดนแฟนติติงเรื่องความไม่เหมาะสมลงในเพจ

หรือจะเอา Worst Case Scenario การแชร์โพสต์ทางเฟซบุ๊กของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นรายหนึ่ง ที่ทำให้เขาต้องถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ก่อนที่ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเพราะเจ้าตัวสารภาพ

“ถ้ามองลึกไปถึงวัฒนธรรม ถามว่าเด็กมีพื้นที่ไหม ก็ต้องบอกว่าเด็กมีพื้นที่พอสมควร แต่ไม่ใช่ในฐานะกระบอกเสียงของตัวเอง แต่เป็นกระบอกเสียงของผู้ใหญ่ ในที่นี้อาจแปลความหมายได้ว่า เสียงของเด็กอาจจะถูกรับฟังก็ได้ แต่เสียงนั้นต้องเป็นเสียงที่ผู้ใหญ่อยากฟังเท่านั้น ซึ่งเอาเข้าจริงในเชิงโครงสร้างทุกคนต่างก็ทราบดี อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่ทั่วๆ ไปก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันคือ ระบบการต่อรอง การมีส่วนร่วม การเข้าถึงการเมืองยังไม่เป็นธรรม เพราะถูกผูกขาดไว้กับกลุ่มคนแค่บางกลุ่ม”

เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ เขามองว่าในสังคมไทยการมีส่วนร่วมนั้นไม่เป็นธรรม ทำให้เด็กขาดพื้นที่แสดงความเห็นของตัวเอง เพราะสังคมไทยยังไม่เปิดรับความเห็นต่าง

“เด็กไทยไม่ใช่คิดไม่ได้ แต่เด็กไทยไม่ได้รับอนุญาตให้คิด โดยเฉพาะในสังคมที่มองว่าการคิดต่างเป็นเรื่องผิด เป็นเรื่องที่พูดออกมาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจะคิดไปทำไมในเมื่อคิดไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ผมมองว่ากำแพงอายุก็เป็นกำแพงที่ใหญ่มากในสังคมไทย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของความเฉื่อยชาที่เกิดขึ้น มันอาจไม่ใช่เรื่องของกำแพงอายุอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการไม่อนุญาตให้มีพื้นที่ของความแตกต่างทางความคิด ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะกับเด็ก แต่เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมที่คิดต่างไม่ได้ ” เพนกวิน กล่าวทิ้งท้าย

และนั่นคืองานสุดแสนท้ายสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ความเชี่ยวชาญด้านสื่อและเทคโนโลยีมันยังไม่พอ Participatory Culture ต้องมาพร้อมกับ “พาวเวอร์ทางการเมือง”  เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตนเองได้เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงในโลกออนไลน์และออฟไลน์

ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *