Menu

วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

พฤศจิกายน 21, 2017 - Article, ข้อเสนอ
วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

วิพากษ์และเสนอทิศทางการสนับสนุนของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทยผ่านการวิจัยเชิงวัฒนธรรม

วริศ ลิขิตอนุสรณ์

 

ผู้วิจัยยืนยันหลายครั้งว่าการสร้างระบบการจัดการใดๆ ที่มีประสิทธิภาพและเป็นต้นฉบับในตัวเองเพียงพอ ไม่ใช่การพยายามทำความเข้าใจระบบการจัดการจากที่อื่นและนำมาปรับแต่งเพียงลำพัง แต่เป็นการทำความเข้าใจ “สิ่ง” ที่ผู้จัดการจะเข้าไปทำการจัดการ แล้วจึงหันไปหาระบบการจัดการที่มีอยู่แล้วเพื่อศึกษาตัดแต่งไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับความเป็นไปของสิ่งที่จะถูกจัดการนั้นๆ ตลอดไปจนการคิดค้นระบบแบบใหม่ขึ้นเพื่อผลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการ ดังนั้นบทวิจัยชิ้นนี้ที่กล่าวถึงแหล่งทุนที่จะทำการสนับสนุนเยาวชน คนรุ่นใหม่ ฯลฯ จึงเน้นหลักสำคัญไปที่การศึกษากระแสความเป็นไปทางวัฒนธรรมของตัวเยาวชนคนรุ่นใหม่เองผ่านสื่อ 2 รูปแบบหลัก คือ 1. พื้นที่การเขียนทางสังคม (Social Writing Platform) และ 2. สื่อภาคเอกชน (Private Media) และศึกษาสื่อจากภาคแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนโดยตรง 2 รูปแบบหลัก คือ 1. สื่อประชาสัมพันธ์ขององค์กรเอง (Organisational Public Relation) 2. สื่อที่องค์กรนั้นๆ ให้ความสนับสนุนจัดทำ (Organisational Sponsored Media) เพื่อศึกษาเชิงเปรียบเทียบว่าคุณค่าทางวัฒนธรรมแบบต่างๆ กำลังมีทิศทางอย่างไรในวัฒนธรรมเยาวชนคนรุ่นใหม่เอง และการให้ความสำคัญของแหล่งทุนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอว่าคุณค่าแบบใดสมควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม รวมไปถึงแหล่งทุนควรรับมืออย่างไรกับกระแสของวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การสนับสนุนและการเข้าถึงแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนยังคงไม่ตอบโจทย์ได้ครบถ้วน ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ที่จะตอบได้ครบถ้วน แต่หากมีการศึกษาความเหลื่อมของการสนับสนุนและความต้องการทุนในเยาวชนอย่างจริงจัง จะสามารถทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ของเยาวชนพัฒนาและได้รับการสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งพลวัตในวงกว้างหมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณค่าทางวัฒนธรรมระดับชาติ

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การศึกษาความเหลื่อมของการสนับสนุนและความต้องการทุนในเยาวชนอย่างจริงจัง จะสามารถทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ของเยาวชนพัฒนาและได้รับการสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งพลวัตในวงกว้างหมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณค่าทางวัฒนธรรมระดับชาติ

 

วิธีวิจัยและขอบเขตของการวิจัย

ศึกษากระแสความเป็นไปทางวัฒนธรรมของตัวเยาวชนเองเทียบกับความสนใจของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนโดยตรง ผ่านสื่อบนอินเทอร์เน็ต โดยการนับครั้งของการให้ความสำคัญของคุณค่าประเภทต่างๆ ที่พบในเนื้อหา ในจำนวน 75, 150, 225, 375 คุณค่า และคำนวนเป็นอัตราส่วนเทียบความสนใจที่เหลื่อมหรือเชื่อมโยงกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อทำให้เห็นแผนที่ทิศทางของวัฒนธรรมเยาวชนเอง และแผนที่ทิศทางของความสนใจหลักของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน โดยทั้งสองฝ่ายนั้นถูกนิยามและกำหนดขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้

 

1. สื่อที่เยาวชนให้ความสนใจ แบ่งย่อยเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ

1.1. พื้นที่การเขียนทางสังคม (Social Writing Platform) ประกอบด้วย เว็บไซต์ storylog.co และ fictionlog.co ซึ่งเป็นพื้นที่การเล่าเรื่องของเยาวชนหรือกลุ่มวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่ ผู้เล่าเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่อยู่ในวัยรุ่นตอนปลายไปจนถึงวัยทำงานตอนต้น

การบันทึกคุณค่าที่พบจะนับจากคุณค่าหลักของเรื่องที่ผู้เล่าเรื่องนำเสนอว่าให้ความสนใจสิ่งใดในหนึ่งข้อเขียน โดยในหนึ่งข้อเขียนอาจมีการบันทึกมากกว่าหนึ่งคุณค่า

ทำการบันทึกทั้งหมด 225 คุณค่า จากข้อเขียนที่เผยแพร่ภายในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

1.2. สื่อภาคเอกชน (Private Media) ประกอบด้วย เว็บไซต์ thematter.co และ themomentum.co ซึ่งเป็นสื่อมวลชนเอกชนที่เพิ่งเปิดตัวภายใน พ.ศ. 2559 มีคณะทำงานและกลุ่มผู้อ่านเป็นกลุ่มวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่รวมทั้งเยาวชน

การบันทึกคุณค่าที่พบจะนับจากบทความหรือข้อเขียนที่เป็นการแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิพากษ์ ไม่นับจากการนำเสนอข่าวหรือข้อเท็จจริง เช่น การแจ้งเลื่อนวันประกาศผลฉลากกินแบ่งรัฐบาล แต่นับการแสดงความคิดเห็น เช่น การกล่าวถึงการมีอยู่ของฉลากกินแบ่งของรัฐบาลว่าทำให้สังคมไทยเป็นอย่างไร เป็นต้น โดยในหนึ่งข้อเขียนอาจมีการบันทึกมากกว่าหนึ่งคุณค่า

ทำการบันทึกทั้งหมด 150 คุณค่า จากข้อเขียนที่เผยแพร่ภายในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

 

 

2. สื่อที่ผลิตโดยฝ่ายแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน แบ่งย่อยเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ

2.1. สื่อประชาสัมพันธ์ขององค์กรเอง (Organisational Public Relation) ประกอบด้วย เว็บไซต์ scbfoundation.com/project.php (โครงการต่างๆ ในสยามกัมมาจล) และ childmedia.net/3deecommunity.html (ข่าวกิจกรรมของสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน) โดยศึกษาคุณค่าหลักของแต่ละกิจกรรมและโครงการที่ทั้งสององค์กรนำเสนอ

การบันทึกคุณค่าที่พบจะนับจากคุณค่าหลักของแต่ละโครงการ โดยอาจมีการบันทึกมากกว่าหนึ่งคุณค่าต่อหนึ่งโครงการ

ทำการบันทึกทั้งหมด 150 คุณค่า จากข่าวโครงการภายใน พ.ศ. 2557 – 2559

2. สื่อที่องค์กรนั้นๆ ให้ความสนับสนุนจัดทำ (Organisational Sponsored Media) ประกอบด้วยนิตยสาร KIDSDEE ทั้งหมด 12 ฉบับ ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 – 2559 โดยเครือข่ายยุวทัศน์ แหล่งทุนสนับสนุนคือกระทรวงวัฒนธรรม

การบันทึกคุณค่าที่พบจะนับจากคุณค่าหลักของแต่ละบทความ ไม่นับการนำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของยุวทัศน์หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยอาจมีการบันทึกมากกว่าหนึ่งคุณค่าต่อหนึ่งโครงการ

ทำการบันทึกทั้งหมด 75 คุณค่า จากบทความในนิตยสาร KIDSDEE ทั้งหมด 12 ฉบับ ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 – 2559

 

 

นิยามศัพท์เฉพาะ

การจำกัดความในที่นี้เป็นความหมายที่กำหนดโดยผู้เขียน อาจเหลื่อมจากความเข้าใจโดยทั่วไป เพื่อที่จะเข้าใจเนื้อหาได้อย่างคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด โปรดยึดคำจำกัดความตามที่กำหนดเป็นเบื้องต้น

 

คำจำกัดความประเภทของคุณค่าภายในตาราง

 

สมมติฐาน

พบความต่างอย่างมีนัยสำคัญในกระแสวัฒนธรรมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ และฝ่ายแหล่งทุนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชน และสามารถระบุชัดได้ว่าความต่างนั้นคืออะไรด้วยการทบทวนการบันทึกคุณค่าที่พบในทั้งสองฝ่ายในจำนวนที่สามารถเทียบคำนวนได้ เบื้องต้นผู้วิจัยเห็นว่าน่าจะมีความต่างหลัก 2 ข้อใหญ่

1. แหล่งทุนเน้นการสนับสนุนพื้นที่เชิงกายภาพ เช่น ชุมชนในตำบล อำเภอ หมู่บ้าน ฯลฯ ส่วนความสนใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่นั้นอยู่ที่ชุมในทางวัฒนธรรม คือชุมชนที่มันลักษณะของความสนใจร่วมกัน เช่น ชุมชนของเกม ชุมชนของนักวาดภาพประกอบ ชุมชนของนักอ่านวรรณกรรม

2. แหล่งทุนจะกล่าวถึงสุขภาวะและความดีแบบวัตถุวิสัย คือสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ดีมีวิถีสำเร็จ มีลักษณะเหมือนกัน ส่วนความสนใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่จะเอนไปทางการรื่้อสร้างคุณค่าที่ตายตัวแบบสมัยใหม่ที่เป็นวัตถุวิสัย กลับไปทบทวนว่าดีจริงหรือไม่ ความดีคืออะไร รวมทั้งเกิดกระแสของการพูดถึงทุกขภาวะ ความเศร้า ความเหงา และเห็นความงามในคุณค่าที่เป็นความเป็นมนุษย์ อันประกอบด้วยอารมณ์ต่างๆ อย่างหลากหลาย มากกว่าที่จะมุ่งเน้นไปที่ความมีความสุขเพียงอย่างเดียว

 

 

กรอบวิธีวิจัย

วิธีวิจัยประยุกต์ระหว่าง ภาษาศาสตร์คลังข้อมูลภาษา (Corpus Linguistics) และการวิพากษ์วาทกรรม (Discourse Analysis) โดยมุ่งหาทั้งการใช้คำซ้ำๆ หรือการให้คุณค่าต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆ และหาลักษณะร่วมทางอุมดคติ (Ideology) ของผู้สื่อสารผ่านการตีความวรรณกรรม (Text) ของผู้เขียน และใช้การจดบันทึกเพื่อแปลงข้อมูลเป็นตัวเลขโดยประยุกต์จากวิธีวิจัยแบบฏิฐานนิยม (Positivism) ทั้งนี้งานวิจัยชิ้นนี้ยังคงเป็นงานวิจัยเชิงคุณค่า ที่นำตัวเลขเข้ามาเพียงเพื่อให้หลักฐานและนำเสนอภาพที่ชัดเจนขึ้นกว่าการตีความเพียงอย่างเดียว ตัวเลขและสถิติที่ปรากฏทั้งหมดเป็นตัวแทนทรรศนะของผู้วิจัย เฉกเช่นเดียวกันกับงานวิจัยเชิงคุณค่าชิ้นอื่นๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในเชิงปริมาณ

บทนำ

นอกเหนือจากเพียงความรู้สึกและการตีความผ่านตาที่ผู้วิจัยได้ตรวจสอบกว่า 400 ข้อเขียน การบันทึกคุณค่าไว้เป็นตัวเลขและคิดเป็นอัตราส่วนให้เห็นถึงความต่างนั้นทำให้ผู้วิจัยสามารถมองเห็นประเด็นหลักที่เป็นที่น่าพิจารณาสำหรับการพัฒนาแหล่งทุนเยาวชนภายในบทย่อยดังต่อไปนี้
1. ความสนใจที่เหลื่อมกันระหว่างชุมชนทางกายภาพ และชุมชนแวดวงทางวัฒนธรรม
2. การนำเสนอคุณค่าความดีแบบวัตถุวิสัย กับคุณค่าแบบทบทวนรื้อสร้างจริยธรรมและมายาคติ
3. ความสนใจที่สวนทางกันระหว่างสุขภาวะกับทุกขภาวะ
4. ความสนใจเกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์
5. ปัญหารสนิยมของแหล่งทุนและภาพลักษณ์องค์กรของแหล่งทุน

 

ความสนใจที่เหลื่อมกันระหว่างชุมชนทางกายภาพ และชุมชนแวดวงทางวัฒนธรรม

ข้อมูลในตารางที่ 1 และ 2 ระบุว่าความสนใจลำดับแรกของแหล่งทุนก็คือการพัฒนาชุมชนทางกายภาพ (16.88%) การสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ขุมชนทางกายภาพของแหล่งทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชุมชนนั้นๆ เติบโตหรือมีความแข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งขึ้นนั้นเป็นไปในทิศทางเฉพาะของแต่ละชุมชน ซึ่งไม่สามารถจัดประเภทได้ บ้างเป็นการสนับสนุนวัฒนธรรมท้องถิ่น บ้างเป็นการสนับสนุนให้เยาวชนกลับมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชนของตนเอง ซึ่งแหล่งทุนก็จะมีเกณฑ์การวัดผลเป็นของตนเองว่าได้สร้างผลสัมฤทธิอย่างไรกับชุมชนนั้นๆ โดยเฉพาะ การพัฒนาพื้นที่ชุมชนทางกายภาพอาจให้ผลในทางประจักษ์ที่ชุมชนนั้นๆ มีชีวิตชีวามากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ลำพังการแข็งแกร่งขึ้นของชุมชนนั้นยังไม่แสดงให้เห็นทิศทางของการเติบโตที่นอกเหนือไปจากคุณภาพชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น กล่าวคือไม่เกิดการสนับสนุนการเติบโตในเชิงวัฒนธรรมทางสังคมที่อยู่เหนือพื้นที่ เช่น การเติบโตของแวดวงนักวาดภาพประกอบ การเติบโตในวัฒนธรรมทางการอ่าน เป็นต้น การสนับสนุนการพัฒนาชุมชนนั้นช่วยพัฒนาในทุกๆ ด้านเพื่อประกอบขึ้นเป็นคุณภาพชีวิต ซึ่งมีนัยสำคัญในระดับชุมชนนั้นๆ แต่ไม่ได้มุ่งเป้าประสงค์ไปที่การพัฒนาแวดวงต่างๆ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาทางสังคมของวัฒนธรรมเยาวชนแห่งยุคสมัยของสังคมไทย โดยสรุปก็คือ เติบโตเป็นพื้นที่ แต่ยังไม่มีทิศทางของการมุ่งเน้นการเติบโตต่อยอดไปในทางใดทางหนึ่ง การสนับสนุนในเชิงพื้นที่จึงเป็นภาระสำคัญที่ควรกระทำอันเป็นพื้นฐานของการนำไปสู่การเติบโตในรูปแบบอื่น เช่นรูปแบบทางแวดวงที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ผู้วิจัยเห็นว่าหากเยาวชนในชุมชนทางกายภาพเหล่านั้นจะสนใจที่จะเป็นนักออกแบบที่ดีได้ ต้องมีต้นทุนชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีพอในการเรียนรู้ต่อยอดเรื่องการออกแบบ ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวนั้นแหล่งทุนได้ตอบโจทย์แล้ว และสมควรที่จะพัฒนาการตอบโจทย์นั้นอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้การเติบโตอื่นๆ ได้ต่อยอดออกมาจากชุมชนทางกายภาพที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงต่อไป อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนที่ต่อยอดจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปสู่การส่งต่อเยาวชนจากชุมชนเข้าสู่แวดวงวัฒนธรรมร่วมสมัยหรือความสนใจอื่นๆ ที่จะร่วมพัฒนาวัฒนธรรมแห่งยุคสมัยให้ก้าวหน้าขึ้น และต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือนั้นยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน หรือเกิดขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอในความสนใจของแหล่งทุน ซึ่งแม้จะมีการสนับสนุนกลุ่มวัฒนธรรมร่วมสมัยแล้ว แต่ผู้วิจัยก็ยังเห็นว่ามีปัญหาหลักอยู่ ซึ่งจะทยอยอภิปรายประกอบร่างให้เห็นในบทถัดๆ ไป

ในทางกลับกัน ความสนใจลำดับที่สามของคุณค่าที่ใกล้เคียงกันของสื่อที่เยาวชนให้ความสนใจคือแวดวงทางวัฒนธรรม (11.4%)1 เห็นได้ชัดว่าสื่อเอกชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เข้ามาเผยแพร่ข้อคิดของตนไม่มีความจำเป็นจะต้องนำเสนอคุณค่าของชุมชนกายภาพเช่นที่แหล่งทุนทำ (หรือถ้าทำ ก็ทำในนามของคุณค่าอื่น เช่น ชุมชนนี้มีของแปลก เป็นต้น แต่ไม่ได้สนใจคุณค่าของพื้นที่นั้นๆ ในตัวเอง) เพราะการทำเช่นนั้นไม่เป็นที่สนใจของกลุ่มผู้ชมที่กว้างขวาง ไม่มีกลุ่มผู้ชม ซึ่งยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่แหล่งทุนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนจะต้องยืดหยัดสนับสนุนการพัฒนาชุมชนพื้นที่ทางกายภาพต่อไปเพื่อรักษาความสนใจในชุมชนต่างๆ เอาไว้ เพราะในระยะสั้นแล้วการเติบโตของทุนจากแวดวงต่างๆ อาจไม่สามารถเข้าไปเยียวยาคุณภาพชีวิตของชุมชนทางกายภาพได้2

อย่างไรก็ตาม การที่แหล่งทุนสนับสนุนเพียงคุณภาพชีวิตพื้นฐาน แต่ไม่ได้ให้ความสนใจการพัฒนาแวดวงทางวัฒนธรรมอันสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้การเติบโตของชุมชนนั้นๆ ขาดความยั่งยืน และเติบโตอย่างไร้ทิศทาง

จากความสนใจของเยาวชนที่ให้ความสนใจแวดวงทางวัฒนธรรมเป็นลำดับแรกๆ แสดงให้เห็นว่าความสนใจที่จะเติบโตไปในทิศทางต่างๆ นั้นมีอยู่มาก แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุน ความสนใจนั้นๆ จึงถูกปล่อยให้ต่อสู้เพียงลำพังในกระแสธารของทุนนิยม ยิ่งหากเยาวชนที่มีต้นทุนชีวิตไม่มากจากชุมชนที่แหล่งทุนสนับสนุนอยู่นั้นมีความสนใจที่จะเข้าไปต่อยอดพัฒนาตนเองในแวดวงวัฒนธรรมต่างๆ ก็จะยิ่งทำได้ยากกว่าเยาวชนที่มีต้นทุนชีวิตสูง การพัฒนาเพียงชุมชนทางกายภาพเพียงอย่างเดียวจึงกลายเป็นเหมือนการเลี้ยงให้โต แต่ไม่รู้ว่าโตไปแล้วจะเป็นอะไรได้ ผู้วิจัยเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาหลักปัญหาหนึ่งของแหล่งทุนที่ไม่ได้สนับสนุนการต่อยอด หรือเติบโตไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งที่เยาวชนจากพื้นที่ต่างๆ ให้ความสนใจ จึงทำให้เกิดปัญหาโตเฉยๆ แต่ไม่รู้โตแล้วไปไหน

อีกนัยหนึ่ง การมุ่งเน้นพัฒนาชุมชนเพียงลำพัง แต่ไม่ได้พัฒนาคุณค่าทางวัฒนธรรมในแวดวงต่างๆ เช่น การออกแบบ ศิลปกรรม การสื่อสาร วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ยังทำให้แหล่งทุนเองปราศจากความชำนาญเฉพาะสาย และทำได้เพียงพัฒนาโดยทั่วไป จึงทำให้การพัฒนาชุมชนทางกายภาพเพียงลำพังไม่ได้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังคำสบประมาท NGO ที่พบเห็นได้ทั่วไป และผู้วิจัยเห็นว่าเป็นวาทกรรมที่มีที่มาที่ไปอย่างหนักแน่น แม้ในบางมุมจะเป็นเพียงมายาคติ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือเมื่อองค์กรที่ได้กับการสนับสนุนจากแหล่งทุนพูดถึงศิลปะชนิดต่างๆ ก็มักจะพูดถึงศิลปะในลักษณะที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ (เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ 4%) องค์กรนั้นๆ จึงไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาศิลปะในตัวเอง แต่ใช้เพียงเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้เท่านั้น จึงทำให้ศิลปะชนิดนั้นๆ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพในฐานะเครื่องมือในการเรียนรู้เองอีกด้วย

เมื่อปัญหาเป็นดังนี้ ผู้วิจัยจึงเสนอให้แหล่งทุนยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เชิงกายภาพต่อไป และเพิ่มเติมการสนับสนุนพื้นที่ของแวดวงความสนใจความชำนาญเฉพาะคู่เคียงกันไปด้วย เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาชุมชนและเยาวชนไปอย่างมีทิศทางจนตลอดรอดฝั่ง อีกทั้งยังทำให้ตัวแหล่งทุนเองมีความชำนาญเฉพาะทางในด้านต่างๆ มากขึ้น และขอบเขตของการพัฒนาก็จะขยายไปไกลมากกว่าเพียงการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยทั่วไปในชุมชนทางกายภาพ

การหันมาสนใจพัฒนาแวดวงวัฒนธรรมหรือความสนใจเฉพาะ (ไม่ว่าจะเป็นไปในทางวิชาชีพหรือไม่) จะช่วยยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้อย่างมากในระดับชาติ เกิดการเติบโตทางวัฒนธรรมและจะเกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น นักเขียนรุ่นเยาว์ได้มีพื้นที่ในการแสดงออกมาขึ้น มีอัตราการอ่านมากขึ้น และเปลี่ยนจากความฝัน ความคิด เป็นมูลค่าที่จะนำมาพัฒนาสังคมมวลรวมได้มากขึ้น ซึ่งก็รวมไปจนถึงสังคมทางกายภาพด้วย

 

 

การนำเสนอคุณค่าความดีแบบวัตถุวิสัย
กับการนำเสนอคุณค่าแบบทบทวนรื้อสร้างจริยธรรมและมายาคติ

สามคุณค่าลำดับ 2-4 คือ ความรู้เท่าทันสื่อ 12.4% สุขภาวะและความดีแบบวัตถุวิสัย 11.1% และ กระบวนการการเรียนรู้ การศึกษา และครู 7.1% ที่แหล่งทุนให้ความสนใจสูงนั้นเกาะติดอยู่กับการสร้างคุณค่าแบบวัตถุวิสัย (Objective Value) คุณค่าแบบวัตถุวิสัยในที่นี้หมายถึงการผูกติดความดีหรืออุดมคติสูงสุดอยู่ภายในกรอบที่กำหนด อาจะขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของสังคม ชาติ หรือศาสนาใดๆ ที่เชื่อว่ารูปคุณค่าของความดีและสิ่งที่ควรแสวงหาไม่จำเป็นต้องถกเถียง หากแต่ดำรงอยู่แบบเดียวเป็นสัจธรรม การมีอยู่ของความรู้เท่าทันที่ถูกขับเน้นแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ไม่ควรไม่ทันนั้นมีอยู่ การศึกษาและการสอนก็เช่นกันที่โดยหลักใหญ่แล้วแฝงอุดมคติที่ว่าสิ่งที่ต้องศึกษาให้สำเร็จตามเป้าประสงค์นั้นมีอยู่ คุณค่าทั้งสามแบบจึงสะท้อนอุมคติและความเชื่อทางวัฒนธรรมในแบบเดียวกัน คือความดี ความงาม ความจริงแบบวัตถุวิสัย จึงทำให้เห็นได้ว่าแหล่งทุนนั้นสนับสนุนคุณค่าทางวัฒนธรรมเฉพาะแบบ และจำกัดความหลากหลายให้อยู่ภายในแบบนั้น

 

หากมองมากกว่ากรอบแบบ “ก่อนสมัยใหม่ สมัยใหม่ หลังสมัยใหม่” (Premodern, Modern, Post-modern) การให้คุณค่ากับความดีหรือคุณค่าสูงสุดแบบวัตถุวิสัยนั้นไม่เคยไม่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ มีแต่คุณค่าแบบใหม่ทับถมคุณค่าแบบเก่า กล่าวคือไม่มีความเละเทะไร้ระเบียบในยุคก่อนสมัยใหม่ ไม่มีการจัดระเบียบสำเร็จในสมัยใหม่ และไม่มีการเพิ่งรื้อสร้างในหลังสมัยใหม่ หากแต่มีแต่การก้าวไปข้างหน้า (Progress) บนกาลเวลาแบบสมัยใหม่ และภาวะความเป็นสมัยใหม่นั้นรื้อสร้างตนเองอยู่ตลอดเวลามาตั้งแต่ต้นตามความจำเป็นของกาลเวลา ดังนี้เมื่อใดก็ตามที่เราพบเห็นลักษณะของการรื้อสร้างความคิด ความเชื่อ และคุณค่าแบบเก่า มากกว่าปกติ เมื่อนั้นก็อนุมานได้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลง หรือกลุ่มวัฒนธรรมใดที่เสนอการรื้อสร้างทางความคิดมากกว่าปกติ กลุ่มนั้นก็คือกลุ่มที่กำลังต้องการการเปลี่ยนแปลง

 

ผู้วิจัยกำลังเสนอว่าการให้ความสำคัญของแหล่งทุนปัจจุบันไม่เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงนั้น เมื่อเราหันไปมองตัวเลขจากบันทึกของฝั่งสื่อที่ได้รับความสนใจจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะเห็นว่าคุณค่าแบบ ทบทวนรื้อสร้างจริยธรรมและมายาคติ ถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับที่สอง (12.2%) รองจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (16.8%)1 ซึ่งหมายความว่าเป็นคุณค่าแบบทบทวนรื้อสร้างนั้นเป็นแบบที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงเวลาของการทำการบันทึก ในขณะที่แหล่งทุนกำลังยืนยันนำเสนอคุณค่าแบบวัตุวิสัยอย่างต่อเนื่อง สื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่กลับทำงานไปในทิศทางแทบจะตรงกันข้ามคือการพยายามถอดรื้อ ทบทวน และทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับกรอบวิธีคิด จริยศาสตร์ และมายาคติต่างๆ

 

ผู้วิจัยไม่ได้กำลังเสนอว่าคุณค่าหรือความดีแบบเดิมนั้นไม่ควรได้รับความสนใจ หรือไม่ควรเชื่อถืออีกต่อไป แต่กำลังเสนอว่าคุณค่าต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดนั้นกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังวิวัฒน์และเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงโดยวัฒนธรรมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปเป็นปกติมาโดยตลอด เหมือนกับที่คุณค่าวัตถุวิสัยที่เป็นปกติวิสัยในสังคมนั้นก็เคยเปลี่ยนปกติวิสัยของสังคมในอดีตมา แหล่งทุนที่กำลังทำงานกับเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่นั้นกำลังทำงานกับการให้การสนับสนุนอนาคต ซึ่งหากแหล่งทุนไม่เท่าทันท่าทีทางของวัฒนธรรมใหม่ๆ แล้ว การสนับสนุนนั้นก็ไม่แน่ว่าอาจเป็นการสนับสนุนได้ต่อไป

 

ข้อเสนอหลักต่อปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ให้แหล่งทุนย้ายไปทำหน้าที่เดียวกับสื่อของเยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือไปร่วมกระบวนการรื้อสร้าง แต่แหล่งทุนควรศึกษาวัฒนธรรมในรายละเอียด เปิดกว้างต่อคุณค่าและความดีให้กลายเป็นหลากหลายแบบมากขึ้น ยอมรับชุดจริยธรรมที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้เท่าทันวัฒนธรรมที่กำลังวิวัฒน์เปลี่ยนแปลง และสามารถจัดการดูแลได้ทันท่วงที ผู้วิจัยไม่ได้เสนอว่าให้แหล่งทุนกลายเป็นผู้ตามในเชิงวัฒนธรรม หรือเยาวชนเสนออะไรมาก็จำเป็นจะต้องตามใจไปเสียหมด หากแต่กำลังเสนอว่าแหล่งทุนควรเข้าใจความเป็นไปในทางวัฒนธรรมของเยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อที่จะสนับสนุนความก้าวหน้าของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าลงทุนไปกับแนวทางที่ตนเชื่ออยู่แต่เดินโดยไม่คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงอันเป็นภาระจำเป็นของทุกคน

 

การจะทำเช่นที่กล่าวมาได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยวิจารณญาณจากผู้ที่เข้าใจเนื้อหาวัฒนธรรมของเยาวชน ซึ่งก็คือตัวเยาวชนเอง ประกอบกับประสบการณ์และวิจารณญาณขององค์กร ผู้วิจัยกำลังเสนอให้่ที่นั่งในเชิงนโยบายและปฏิบัติการของเยาวชนในองค์กรแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนนั้นมีเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มขึ้นบนความแตกต่างหลากหลาย (ไม่ใช่เยาวชนกลุ่มเดียวหรือแบบเดียว) เพื่อเพิ่มเติมความเข้าใจวัฒนธรรมของตัวเยาวชนเอง และกำลังเสนอให้ขอบเขตของการสนับสนุนนั้นมีบรรทัดฐานที่กว้างขวางและผ่อนคลายขึ้นจากเดิม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของวัฒนธรรมเยาวชน เช่น เปิดโอกาสให้เยาวชนนำเสนอการวิพากษ์วิจารณ์ครูและระบบการศึกษา ตลอดไปจนถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ หรือจำหน่ายกัญชาอย่างถูกกฏหมาย ที่แม้จะผิดศีลธรรมแบบพุทธ แต่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในจริยธรรมของโลกสมัยใหม่ในสังคมใหญ่ๆ ระดับชาติหลายสังคม ผู้วิจัยไม่ได้กำลังเสนอว่าการยุติการตั้งครรภ์ หรือการเสพกัญชานั้นเป็นเรื่องสมควรหรือไม่สมควร แต่กำลังเสนอว่าความหลากหลายทางจริยธรรมและการเปิดกว้างเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนโดยแหล่งทุนให้อยู่ในการมองเห็นของเยาวชน มิเช่นนั้นเยาวชนก็จะไปเห็นจากสื่ออื่น และสื่อหรือโครงการที่ออกมาจากแหล่งทุนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนก็จะกลายเป็นชุดความรู้ที่มีภาพลักษณ์กดทับและเป็นศัตรูกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย หรือไม่ก็จะทำให้เยาวชนที่ยึดมั่นในข้อเสนอของสื่อแหล่งทุนแต่เพียงฝ่ายเดียวกลายเป็นเยาวชนที่มีภูมิต้านทานต่ำต่อความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นปัญหาอย่างมากในสังคมพหุนิยม (Pluralism) หรือร่วมสมัยในปัจจุบันที่โลกกำลังอยู่ในกระแสโลกาภิวัฒน์และการข้ามสาย ข้ามศาสตร์ ข้ามชาติ ข้ามวัฒนธรรม

 

ความสนใจที่สวนทางกันของสุขภาวะกับทุกขภาวะ

14.2% หรือคุณค่าลำดับที่สองของคุณค่าทั้งหมดจากสื่อของแหล่งทุนให้ความสนใจกับสุขภาวะและความดีแบบวัตถุวิสัย คือการทำชีวิตให้ดี การมีสุขภาพที่ดี ฯลฯ ทำให้เห็นว่าความสนใจของแหล่งทุนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชนนั้นมุ่งไปที่การสร้างสุขภาวะ พูดถึงวิธีการเป็นสุข ในขณะที่ 8% หรือลำดับที่ห้าของคุณค่าในสื่อที่เยาวชนให้ความสนใจเป็นการพูดถึงทุกขภาวะ แต่ไม่ใช่ในเชิงต้องการจะกำจัดทิ้ง กลับเป็นเพียงการพูดถึง หรือเล่ารำลึกถึงเฉยๆ หรือในอีกแง่ เป็นการแสดงการชื่นชมสุนทรียะในความงามของความทุกข์โศก

 

ในแง่หนึ่ง ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นสิ่งสมควรที่แหล่งทุนเกี่ยวกับเยาวชนจะทำหน้าที่เสนอคุณค่าแบบสุขภาวะ หรือวิธีการสร้างสุขภาวะ เพราะยังคงเห็นได้ชัดว่าเยาวชนมีการพูดถึงภาวะซึมเศร้า ความเหงา และทุกขภาวะในรูปต่างๆ อยู่มากจนอาจประมาณได้ว่าความซึมเศร้ากำลังก่อตัวในวัฒนธรรมเยาวชนจนจำเป็นต้องหาวิธีสร้างสมดุลย์ แต่ในอีกแง่ ผู้วิจัยยังเห็นว่าการนำเสนอสุขภาวะเพียงลำพังโดยไม่ทำความเข้าใจกับทุกขภาวะนั้นยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากจะทำให้โลกของเยาวชนเป็นโลกที่ไม่เข้าใจความทุกข์ หรืออยากมีความสุขจนกลายเป็นความทุกข์ หรือเชื่อว่าการมีความทุกข์เป็นภาวะที่จำเป็นต้องสลัดทิ้งหรือรับไม่ได้ แหล่งทุนจึงอาจจำเป็นต้องหาช่องทางนำเสนอเนื้อหาว่าด้วยทุกขภาวะ ควบคู่ไปกับสุขภาวะ แต่ในฐานะที่มองความทุกข์เป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องอาศัยอยู่ร่วมกับมัน ซึ่งหมายถึงการคืนความเป็นมนุษย์ผู้ดำรงอยู่บนได้ความหลากหลายของตนเองและผู้อื่นให้แก่เยาวชน

 

แม้ที่สุดแล้วความสุขกับความทุกจะเป็นเพียงระดับของอารมณ์ที่ไม่ได้เป็นคู่ตรงข้ามกันกันอย่างเฉียบขาด และการพูดถึงสุขภาวะหรือทุกขภาวะ ก็ล้วนเป็นไปเพื่อมีชีวิตอยู่ได้อย่างน่าพึงใจเท่าๆ กัน การให้ความสำคัญกับความสุข และการให้ความสำคัญกับความทุกข์ที่ต่างกันของทั้งสองหมวดหลักที่ทำการสำรวจ ยังบ่งบอกถึงรสนิยมและโลกทัศน์ที่ต่างกัน ซึ่งเรื่องรสนิยมจะกล่าวถึงในบทหลัง ส่วนเรื่องโลกทัศน์นั้นเป็นเรื่องของพลวัตทางวัฒนธรรมที่อาจจะต่างกันอย่างสัมพัทธ์ และเกินขอบเขตความจำเป็นที่จะกล่าวถึงในการวิจัย ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ใหญ่ที่ควบคุมแหล่งทุนอาจเกิดและเติบโตมาในยุควิกฤตเศรษฐกิจ หรือมีพ่อแม่ที่ผ่านการอพยพถิ่นฐานและสงคราม จึงเกิดทัศนคติต้องการมุ่งหน้าแสวงหาความสุข ในขณะที่เด็กและเยาวชนรุ่นปัจจุบันเกิดมาพร้อมกับพ่อแม่ที่ตั้งตัวได้แล้ว ไม่เห็นบรรยากาศของการดิ้นรน และเกิดมาในบริบทของสังคมออนไลน์ที่ทำให้พลวัตของความสัมพันธ์เปลี่ยนไป จึงทำให้หันมาสนใจความงามในทุกขภาวะและอุดมคติมากกว่า เป็นต้น แต่อย่างที่ได้กล่าว ผู้วิจัยเห็นว่าโลกทัศน์ที่ต่างกันในจุดนี้ ยังไม่มีนัยสำคัญต่อกรอบการวิจัย

 

ความสนใจเกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์

โลกาภิวัฒน์เป็นคุณค่าที่ถูกกล่าวถึงเป็นลำดับที่ 7 ของสื่อที่ได้รับความสนใจจากเยาวชน (4.5%) ซึ่งมีความต่างจากความสนใจของสื่อแหล่งทุนอย่างมีนัยสำคัญ (0.8%) อย่างไรก็ตาม การมุ่งพัฒนาท้องถิ่นหรือพื้นที่ทางกายภาพของแหล่งทุนเยาวชนอาจทำให้ความสนใจในกระแสโลกาภิวัฒน์ซึ่งมีความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (รวมไปถึงประชาคมอาเซียน) นั้นขาดหายไป ในขณะเดียวกัน ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ สิ่งที่สำคัญก็คือการรักษาความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ใช่รักษาเพียงเพื่อรักษาเอาไว้ แต่รักษาไว้เป็นพื้นฐานต้นทุนทางวัฒนธรรมซึ่งจะส่งผลให้สังคมถิ่นหรือสังคมไทยสามารถใช้วัฒนธรรมเป็นต้นทุนได้บนเวทีโลก

 

ข้อเสนอของผู้วิจัยในหัวข้อนี้ค่อนข้างกระชับและเรียบง่าย คือการสนับสนุนวัฒนธรรมท้องถิ่นยังสมควรมีต่อไป แต่จำเป็นต้องเพิ่มเติมการตระหนักถึงกระแสโลกาภิวัฒน์ พหุวัฒนธรรม และความแตกต่างหลากหลายออกมาด้วยต่างหาก ให้เยาวชนในชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ได้ตระหนักและเท่าทันของกระแสโลกในวงกว้างไปพร้อมๆ กับมีความเข้าใจและรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน เพราะกระแสโลกาภิวัฒน์ที่หนักหน่วงขึ้นกว่าเดิมเป็นสิ่งที่เยาวชนจะต้องเผชิญในภายภาคหน้า และการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องคำนึงถึงอนาคตไม่ต้องกว่าอดีตและปัจจุบัน

 

ปัญหารสนิยมและภาพลักษณ์องค์กรของแหล่งทุน

นอกเหนือจากตัวเลขในตารางที่แสดงว่ามีความสนใจเพียงจำนวนน้อยที่มีผลสัมพัทธ์เชื่อมโยงกันระหว่างวัฒนธรรมเยาวชนกับแหล่งทุนที่ทำงานเยาวชนแล้ว อีกข้อสังเกตหนึ่งคือเว็บไซต์เผยแพร่ข่าวสารของแหล่งทุนไม่มีกลุ่มผู้อ่าน นอกจากกลุ่มผู้อ่านประจำที่ทำงานกับแหล่งทุนนั้นๆ

 

ภาษาและการออกแบบเนื้อหา (ผู้วิจัยจะยังไม่กล่าวไปถึงการออกแบบทัศนศิลป์) รวมทั้งเนื้อหาในตัวเอง ไม่ดึงดูดการเข้าถึงของเยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงอาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของการสนับสนุนทุน หรือข้อจำกัดในการพบเห็นข่าวสาร ที่ทำให้มีเพียงโครงการซ้ำเดิม หรือกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมค่อนข้างจำกัด

 

ภาพลักษณ์ที่ไม่ดึงดูดเยาวชนดังกล่าว ทำให้เยาวชนทั่วไปที่มีโครงการต้องการได้รับการสนับสนุน ไม่ทราบว่ามีองค์กรแหล่งทุนอยู่ เพราะไม่มีการประชาสัมพันธ์ หรือมี แต่ไม่สามารถเข้าถึงการประชาสัมพันธ์นั้นๆ ได้ ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอที่เรียบง่ายอีกครั้งว่าแหล่งทุนควรจัดทำ หรือกระทั่งจัดจ้างตัวเยาวชนเองที่มีความสามารถหรือความสนใจด้านการสื่อสารออนไลน์ให้กลายเป็นกลุ่มผู้ดูแลสาระข่าวสารขององค์กรแหล่งทุน ด้วยเหตุผลสองประการหลักซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ทั้งภายนอกและภายใน ดังนี้

 

1. บุคลาธิษฐานขององค์กร (Organisational Personification) การประชาสัมพันธ์องค์กรเปลี่ยนไปตั้งแต่อินเทอร์เน็ตเปิดการใช้งานแบบบล็อก (Blogging) ขึ้น จากเว็บไซต์ที่อนุญาตให้เปิดหน้า (Interface) เพียงแต่แบบหน้าร้านที่เกิดขึ้นจากการออกแบบ บล็อกอนุญาตให้องค์กรต่างๆ สามารถโต้ตอบกับผู้เข้าใช้งานหรือผู้ติดต่อกับองค์กรได้อย่างทันท่วงทีและเป็นบุคคล กล่าวคือผู้เข้าใช้งานก็จะรู้จักกับองค์กรนั้นๆ ในฐานะบุคคลแบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะของนิสัยและตัวตนเฉพาะ (Richard H.R. Harper, 2011) ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดการประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ คือจุดปะทะกันขององค์กรและผู้ติดต่อ กลายเป็นบุคคลอีกหนึ่งคน การทำเช่นนี้ทำให้องค์กรสามารถสื่อสารกับผู้ติดต่อได้สะดวกยิ่งขึ้น และยังทำให้ผู้ติดต่อสื่อสารกับองค์กรได้สะดวกชัดเจนยิ่งขึ้น ลดทอนปัญหาที่เกิดจากการสื่อสารที่มากมายด้วยแบบแผนขั้นตอนที่มีอยู่ก่อนหน้า จนทำให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและเข้าถึงรายละเอียดในเนื้อหาของผู้ติดต่อได้มากขึ้นอีกด้วย

บุคคลาธิษฐานขององค์กรมีรูปร่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกเมื่ออินเทอร์เน็ตรู้จักกับเครือข่ายสังคมไซเบอร์ (Cyber Social Network) เช่น การสร้างเฟสบุ๊คแฟนเพจ และอนุญาตให้แฟนเพจนั้นสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้รายอื่นๆ ได้ประหนึ่งว่าแฟนเพจนั้นเป็นบุคคลอีกบุคคลหนึ่ง กรณีที่ชัดเจนที่สุดของการประชาสัมพันธ์เช่นนี้คือแฟนเพจ KFC ของไทย (facebook.com/kfcth) ที่พูดคุยกับผู้ใช้รายต่างๆ ด้วยอารมณ์ขัน ประหนึ่งว่า “KFC” ก็คือบุคคลบุคคลหนึ่ง ทำให้มีผู้ใช้จำนวนมากอยากเข้ามาพูดคุย และระหว่างนั้นก็ทำให้ยอดการติดตามข่าวสารกับการมีปฏิสัมพันธ์กับสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไปด้วย

หากแหล่งทุนที่มีความเกี่ยวข้องกับเยาวชนสามารถสร้างบุคลาธิษฐานขององค์กรได้ ก็อาจทำให้ได้รับผลที่ตามมาในเชิงบวกอย่างมาก ทั้งความหลากหลายของโครงการ อัตราการติดตามข่าวสารแหล่งทุน ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรของตัวแหล่งทุนเอง รวมไปถึงโอกาสอีกมากที่จะได้รับผ่านการสื่อสารแบบบุคคลต่อองค์กร (ที่มีลักษณะเป็นบุคคล)

 

2. การสนับสนุนเยาวชนให้มีกลุ่มเยาวชนทำงานในฐานะหน่วยประชาสัมพันธ์ของเครือข่าย จากข้อเสนอข้อที่ 1. ที่เป็นการประชาสัมพันธ์เชิงรุก การสนับสนุนให้ตัวเยาวชนเองได้ร่วมเข้าทำงานในองค์กรแหล่งทุน นอกจากจะทำให้ได้คณะทำงานที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมของตัวเยาวชนเองแล้ว จะยังทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรภายใน และภาพลักษณ์ขององค์กรในแวดวงองค์กรแหล่งทุนเองกลายเป็นแหล่งทุนที่ทำงานกับเยาวชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงการประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อควรระมัดระวังต่างๆ ที่จะตามมาอีกมาก เช่นรูปแบบการทำงานกับเยาวชน วิธีการปฏิบัติต่อเยาวชน เป็นต้น

 

รสนิยม

รสนิยมเหมือนจะเป็นเรื่องยิบย่อย องค์ประกอบรองที่ไร้ความสลักสำคัญ หากแต่เป็นรสนิยมที่นำพาสิ่งต่างๆ ให้เข้าหาหรือแยกขาดจากกัน ปัญหาระหว่างรุ่นวัยจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นจากความแตกต่างทางรสนิยม และรสนิยมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้องค์กรต่างๆ ประสบความสำเร็จหรือประสบสิ่งอื่นๆ ในการประชาสัมพันธ์องค์กร

 

จากตารางทั้งหมดที่บันทึกไว้ จะเห็นว่ามีความแตกต่างทางรสนิยมอย่างมากระหว่างแหล่งทุนที่ทำงานกับเยาวชน กับสื่อที่เยาวชนให้ความสนใจ คือมีคุณค่าที่ใกล้เคียงกันอยู่เพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในบทย่อยที่กล่าวถึงทั้งหมดข้างต้นล้วนแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมกันทางรสนิยมระหว่างแหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน กับตัวเยาวชนเอง

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการที่แหล่งทุนเสนอในเชิงรุกว่าเยาวชนเป็นวัตถุปนเปื้อนไปด้วยปัญหา เยาวชนกำลังมีปัญหา และผู้ใหญ่จะช่วยเข้าไปแก้ไข (ปัญหาในตัวเยาวชน 5.3%) ตัวอย่างเช่น “ปัญหาเด็กท้องในวัยเรียนเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์” หรือ “องค์กรสมหมายร่วมใจรณรงค์แก้ปัญหาเด็กไม่ยอมเข้าห้องเรียน” เป็นต้น การนำเสนอเช่นนี้ไม่ถูกจริตกับเยาวชนรุ่นปัจจุบัน (ไม่พบลักษณะเดียวกันในสื่อใดที่ได้รับความนิยมจากเยาวชนเลย) แต่กลับเป็นที่เห็นพ้องต้องกันในกลุ่มนักวิเคราะห์ผู้ใหญ่ แน่นอนว่ามนุษย์ทุกยุคสมัยและทุกรุ่นวัยมีปัญหาแตกต่างกันไป แต่การที่องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชน หรือต้องการสื่อสารกับเยาวชน กลับสื่อสารว่าเยาวชนนั้นกำลังมีปัญหาด้วยน้ำเสียงอบรมสั่งสอน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจรสนิยมทางวัฒนธรรมของเยาวชนรุ่นปัจจุบันว่าไม่ได้ต้องการให้ใครมาบ่นหรือสั่งสอน แต่พวกเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ผิดถูกด้วยตัวเอง การพัฒนาเยาวชนจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจรสนิยมของเยาวชนก่อนว่าจะเข้ากันได้กับการสื่อสารรูปแบบใด เช่น การเป็นเพื่อนเรียนรู้ร่วมกัน ลองผิดลองถูกไปด้วยกัน จะเป็นมิตรกว่าการอบรมสั่งสอนหรือไม่ เป็นต้น

 

ผู้วิจัยเห็นว่าความเท่าทันต่อรสนิยมของเยาวชนเป็นปัจจัยสำคัญก่อนจะทำการจัดการสิ่งอื่นๆ การผลิตสื่อที่ล้มเหลวเช่นเพลงรณรงค์ วีดีโอรณรงค์ในเรื่องต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงเยาวชนได้ก็เพราะผู้จัดทำไม่เข้าใจรสนิยมกว้างๆ ของเยาวชน ผู้วิจัยเสนอให้แหล่งทุนทำความเข้าใจให้เท่าทันต่อรสนิยมโดยเสนอดังนี้

 

1. เพิ่มอัตราส่วนของเยาวชนจากวัฒนธรรมย่อยที่หลากหลายในองค์กร

2. สนับสนุนการวิจัยวัฒนธรรมเยาวชน

3. ใช้กรอบการตัดสินสื่อต่างๆ จากสายตาของเยาวชนที่หลากหลาย

4. สนับสนุนคณะทำงานต่างๆ ให้เป็นเยาวชนเพิ่มขึ้น

5. ปรับเปลี่ยนจากการชี้นำเยาวชนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เป็นการเคียงข้างเยาวชนในกลุ่มวัฒนธรรมย่อยต่างๆ โดยการศึกษาเยาวชน ก่อนที่จะจัดการใดๆ เกี่ยวกับเยาวชน

6. ตระหนักถึงความซับซ้อนของเยาวชนรายบุคคล หรือจากแต่ละวัฒนธรรม

7. ยอมรับความร่วมมือจากภาคเอกชน

8. พยายามมองหาคุณค่าจากความบันเทิงของเยาวชน มากกว่าจัดวางชุดความบันเทิงเอาไว้และให้เยาวชนปรับตัวเข้าหา

9. ทบทวนเครื่องมือเรียนรู้หรือบทเรียนจากกระบวนการใดๆ ว่ากำลังบดบังหรือบิดเบือนเนื้อหาทางวัฒนธรรมของเยาวชนหรือไม่ กระบวนการบางชนิดมีลักษณะของการเป็นกระบวนการในตัวเอง คือตัวกระบวนการตอบโจทย์ตัวเอง แต่ไม่ใช่โจทย์ของเยาวชนแต่เดิม ซึ่งต้องพิจารณาซ้ำว่าผู้อบรมเองต้องการสิ่งใด

 

 

สรุปประเด็นวิพากษ์และข้อเสนอแนะ

จากการสำรวจภายใต้กรอบที่กำหนด ผู้วิจัยเสนอว่า ความสนใจที่เหลื่อมกันระหว่างชุมชนทางกายภาพ และชุมชนแวดวงทางวัฒนธรรม, การนำเสนอคุณค่าความดีแบบวัตถุวิสัย ที่สัมพัทธ์กับคุณค่าแบบทบทวนรื้อสร้างจริยธรรมและมายาคติ, ความสนใจที่สวนทางกันระหว่างสุขภาวะกับทุกขภาวะ, ความสนใจเกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์ และปัญหารสนิยมของแหล่งทุนและภาพลักษณ์องค์กรของแหล่งทุน นั้นมีอยู่ โดยเป็นปัญหาหลักขององค์กรแหล่งทุนที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชน และกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่เอง

 

 

ข้อเสนอแนะของผู้วิจัยต่อหัวข้อต่างๆ สรุปได้ดังต่อไปนี้

1. องค์กรแหล่งทุนสมควรสนับสนุนการพัฒนาของแวดวงทางวัฒนธรรมความสนใจความชำนาญ ตลอดไปจนวิชาชีพเฉพาะทาง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนชุมชนทางกายภาพหรือท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นของทั้งตัวองค์กรแหล่งทุนเอง และเยาวชนที่จะได้รับการสนับสนุน

2. องค์กรแหล่งทุนควรตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงและพลวัตทางวัฒนธรรม โดยยอมรับเงื่อนไขทางจริยธรรมหลากหลายรูปแบบจากหลากหลายวัฒนธรรม

3. องค์กรแหล่งทุนควรตระหนักถึงความหลากหลายทางอารมณ์ของมนุษย์ และศึกษาทุกขภาวะมากขึ้นตามความสนใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่

4. องค์กรแหล่งทุนควรให้ความสนใจกับกระแสโลกาภิวัฒน์

5. องค์กรแหล่งทุนควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชาสัมพันธ์หรือนำเสนอตนเอง โดยตระหนักถึงวัฒนธรรมของเยาวชน และใช้บุคลาธิษฐานขององค์กร กับเยาวชนเองในการดำเนินการการสื่อสารให้มากขึ้น

6. องค์กรแหล่งทุนอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจเยาวชนคนรุ่นใหม่มากขึ้นในทางรสนิยม เพื่อจะสนับสนุนและบริหารจัดการและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7. องค์กรแหล่งทุนควรเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งในระดับนโยบายและระดับการดำเนินงานในอัตราส่วนที่มากขึ้น และหลากหลายขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมกันทางวัฒนธรรมที่ผู้วิจัยเห็นว่ากำลังเผชิญอยู่

ผู้วิจัยเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่จะแก้ไชปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นได้ก็คือการกลับไปทำความเข้าใจเยาวชนก่อน และ/หรือเพิ่มอัตราส่วนการทำงานของเยาวชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมเข้าไปในองค์กร หรือกระทั่งแยกหน่วยพิเศษออกมาให้อยู่ในความดูแลของเยาวชนด้วยตัวเองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อสนับสนุนวัฒนธรรมเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในทุกบทข้างต้น

 

 

เชิงอรรถ

1 ผู้วิจัยเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 16.8% ที่เป็นคุณค่าลำดับแรกของสื่อที่เยาวชนให้ความสนใจนั้นไม่มีนัยสำคัญสำหรับการวิจัยครั้งนี้ เพราะการสนใจความสัมพันธ์รอบตัวเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมและดำรงอยู่ได้ด้วยการอยู่ในสังคมทุกสมัยและทุกวัฒนธรรม จึงไม่ได้บ่งบอกลักษณะพิเศษของกระแสวัฒนธรรมแห่งยุคสมัยใดๆ ดังนั้นจึงทำให้คุณค่าลำดับที่ 2 และ 3 มีนัยสำคัญมากขึ้นอีก


2
เช่น หากเยาวชนได้เป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียง แต่ไม่ได้สนใจชุมชนทางกายภาพเดิมของตนเอง ชุมชนนั้นๆ ก็จะไม่ได้รับการพัฒนาหรือประโยชน์จากเยาวชนผู้นั้น และชุมชนก็อาจถูกทิ้งความสนใจเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างเช่นกรุงเทพมหานครในที่สุด อย่างไรก็ตามข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการเติบโตระหว่างแวดวงวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กับชุมชนและวัฒนธรรมชุมชนทางกายภาพเช่นนี้ควรเป็นที่ถกเถียงสืบไป

 

 

รายการอ้างอิง

ภาษาอังกฤษ

ภาษาไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *